ในช่วง 1 ปีที่ผ่านมา มีกลุ่มทุนและบริษัทผู้ผลิตสินค้าเกษตรและอาหารหลายรายจากกลุ่มรัฐอ่าวอาหรับ (Gulf States) โดยเฉพาะซาอุดิอาระเบีย บาห์เรน สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และกาตาร์ สนใจเข้ามาลงทุนด้านการเกษตรและผลิตอาหารในตุรกี และส่งผลผลิตกลับไป ตามนโยบายของรัฐบาลประเทศตนที่สนับสนุนให้ไปลงทุนในต่างประเทศ เพื่อประกันความมั่นคงด้านอาหาร และแก้ไขปัญหาทรัพยากรนำไม่เพียงพอสำหรับการทำเกษตรกรรมในประเทศ  ปัจจัยสำคัญที่ทำให้นักลงทุนจากกลุ่มประเทศอ่าวอาหรับสนใจตุรกีได้แก่  ความใกล้ทางภูมิศาสตร์  ความอุดมสมบูรณ์ของพื้นดิน  สภาพอากาศที่เอื้ออำนวย  ความเจริญก้าวหน้าของภาคเกษตร และข้อเสนอสิ่งจูงใจในการลงทุน สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงอังการา ได้ติดตามและรายงานสถานการณ์ดังกล่าว เพื่อหน่วยงานไทยที่เกี่ยวข้องพิจารณาใช้ประกอบการจัดทำยุทธศาตร์การส่งออกสินค้าเกษตรและอาหารจากไทยไปยังตะวันออกกลาง และหามาตรการรับมือต่อไป

กลุ่มทุนและบริษัทผู้ผลิตสินค้าเกษตรและอาหารรายใหญ่จากกลุ่มรัฐอ่าวอาหรับที่สนใจเข้ามาลงทุนในตุรกีมีอาทิ จากบาห์เรน กาตาร์และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์  กลุ่ม Vision 3 ซึ่งประกอบด้วย Ithmaar Bank จากบาห์เรน Gulf Finance House จากกาตาร์  และ Abu Dhabi Investment House จากสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ได้ลงนามใน MOU กับ Investment Support and Promotion Agency of Turkey (ISPAT) เมื่อปลายปี 2552 เพื่อเจตจำนงที่จะเข้าลงทุนในตุรกี

ต่อมา เมื่อเดือนเม.ย. ศกนี้ ได้ลงนามใน MOU อีกฉบับหนึ่งกับ Directorate-General of Agricultural Enterprises เพื่อดำเนินการในรายละเอียด  โครงการของ Vision 3 ในตุรกี (AgriCap) มีมูลค่าสูงถึง 6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ให้ความสำคัญกับการนำนวัตกรรมทางการเกษตร และเทคโนโลยีชีวภาพมาใช้ และเน้นการลงทุนในภูมิภาค Southeastern Anatolia Project  ส่วนผลผลิต ในระยะแรกจะเน้นการปลูกธัญพืช เช่น ข้าวสาลี ข้าวโพด ข้าว เป็นต้น และในระยะต่อไป จะเพิ่มการปลูกผักและผลไม้ จากซาอุดิอาระเบีย 

เมื่อเร็วๆ นี้ รัฐบาลซาอุดิอาระเบียและตุรกีได้หารือกันเพื่อจัดทำแผนยุทธศาสตร์ความร่วมมือภาคการเกษตร โดยมีรัฐมนตรีเกษตรของ   ทั้ง 2 ประเทศเป็นผู้แทนในการหารือ  ในส่วนของภาคเอกชน  Planet Food World Co. ได้ประกาศแผนการลงทุนในตุรกีมูลค่า 3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในระยะ 5 ปีข้างหน้า โดยจะจัดสร้างฟาร์มเกษตรและอุตสาหกรรมรวม 20,000 แห่ง แต่ละแห่งมีทั้งการปลูกผักผลไม้    เลี้ยงปลา และทำปศุสัตว์ (ไก่ แกะและวัว) ผลผลิตจะถูกส่งออกไปยังกลุ่มรัฐอ่าวอาหรับ    รวมทั้งรัสเซียด้วย ส่วนบริษัทอื่นๆ ที่แสดงความสนใจจะเข้ามาลงทุน ได้แก่ Tabuk Agricultural Development Co., International Agriculture and Food Investment Co. (Agroinvest) และ Hail Agricultural Development Co

การลงทุนจากกลุ่มรัฐอ่าวอาหรับมุ่งไปที่ภูมิภาค Southeastern Anatolia ของตุรกีซึ่งอยู่ใกล้ตลาดเป้าหมาย สะดวกในการขนส่ง และที่สำคัญ รัฐบาลตุรกีให้ความสนับสนุนเต็มที่โดยเสนอสิ่งจูงใจการลงทุนมากมาย ซึ่งตอบสนองเงื่อนไขของกลุ่มทุนและบริษัทจากกลุ่มประเทศอ่าวที่ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้  ในขณะเดียวกัน  การลงทุนจากประเทศเหล่านี้ก็สอดรับกับนโยบายของรัฐบาลตุรกีที่ต้องการพัฒนาภูมิภาค Southeastern Anatolia ซึ่งประสบปัญหาความแห้งแล้ง ความยากจน และการว่างงานของประชากร   รัฐบาลตุรกีปัจจุบันมุ่งมั่นที่จะผลักดันโครงการพัฒนาภูมิภาค Southeastern Anatolia หรือโครงการ GAP ให้เสร็จสิ้นโดยเร็ว ซึ่งจะเป็นการวางระบบโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ เช่น เขื่อนเก็บกักนำ ระบบชลประทาน โรงงานผลิตกระแสไฟฟ้าพลังนำ ระบบการคมนาคม เป็นต้น เพื่อรองรับการลงทุน โดยรัฐบาลตุรกีให้ความสำคัญกับสาขาเกษตรกรรมและสิ่งทอ
 
ส่วนประเด็นการได้มาซึ่งที่ดินสำหรับทำการเกษตรของนักลงทุนต่างชาติ  เจ้าหน้าที่ Investment Support and Promotion Agency of Turkey  ให้ข้อมูลว่ามี 3 ทางเลือกได้แก่
(1) เช่าที่ดินของรัฐซึ่งกำหนดระยะเวลาเช่าสูงสุด 49 ปี
(2)  เช่าที่ดินจากเกษตรกรหรือสหกรณ์เกษตรกร  และ
(3)  ซื้อที่ดินจากเกษตรกร  ในกรณีการลงทุนดังกล่าวจำเป็นต้องใช้ที่ดินผืนใหญ่จำนวนมาก 

ดังนั้น  นักลงทุนต่างชาติจะเช่าที่ดินจากรัฐบาลมากกว่า  เพราะเกษตรกรในตุรกีส่วนใหญ่เป็นเกษตรกรรายย่อยและถือครองที่ดินไม่มาก  นักลงทุนต่างชาติจำเป็นต้องติดต่อเกษตรกรจำนวนมากเพื่อให้ได้มาซึ่งที่ดินผืนใหญ่ซึ่งเสียเวลาและอาจไม่คุ้มค่า  นอกจากนี้ เกษตรกรตุรกีบางส่วนก็คงไม่ยินดีขายที่ดิน  แต่ต้องการให้เช่าและอาจรับจ้างทำงานในไร่/รับจ้างผลิตมากกว่า ซึ่งจะได้ผลประโยชน์ 2 ต่อคือ ค่าเช่าที่ดิน และรายได้จากการรับจ้างหรือขายผลผลิตให้แก่บริษัทต่างชาติ