เมื่อวันที่ 30 พ.ย. 52 ได้มีการประชุมผู้นำสหภาพยุโรป-จีนผลการประชุมมีท่าทีร่วมกันเรื่องการแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศรวมทั้งความร่วมมือในการแก้ไขวิกฤติเศรษฐกิจ แต่ไม่มีการตกลงกันในเรื่องการปรับเพิ่มค่าเงินหยวนและการให้สถานะ Market Economy แก่จีน

สรุปประเด็นสำคัญจากการประชุมผู้นำ EU-จีน ครั้งที่ 12 เมื่อ 30 พ.ย. 52 ที่เมือง Nanjing จีน ดังนี้

 

1.      ด้านสิ่งแวดล้อม

  

– เห็นพ้องว่าการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็นข้อท้าทายที่สำคัญ และเห็นความสำคัญของการ

สนับสนุนทางการเงิน รวมทั้งการส่งเสริมเทคโนโลยีจากปท. พัฒนาแล้วไปสู่ปท. กำลังพัฒนาว่าจะเป็นผลที่สำคัญของการเจรจา UN Climate Change ที่โคเปนเฮเกนใน ธ.ค. 52

 

–  อียูชื่นชมจีนที่ได้ตั้งเป้าหมายในการลดการใช้คาร์บอนและมีมาตรการในการแก้ไขปัญหาการ

เปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (เมื่อวันที่ 26 พ.ย. 52 จีนได้ออกแถลงการณ์แป้าหมายลดการปล่อยก๊าซ CO2 ต่อหน่วย GDP 40-45% จากระดับของปี 2005 ภายในปี 2020)

 

– ยกระดับความร่วมมือด้านนี้ ซึ่งอาจรวมการหารือและความร่วมมือในด้านอื่นที่เกี่ยวข้อง อาทิ พลังงาน

ทดแทน การใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ การพัฒนาและการถ่ายทอดเทคโนโลยีรักษาสิ่งแวดล้อม การพัฒนาเมืองอย่างยั่งยืน การสร้างขีดความสามารถ และความร่วมมือในระดับภูมิภาค โดยเห็นว่าการเปลี่ยนผ่านไปสู่ระบบเศรษฐกิจที่ใช้คาร์บอนต่ำเป็นแนวทางที่สำคัญสำหรับการพัฒนาอย่างยั่งยืน

 

– คงความร่วมมือในโครงการกักเก็บคาร์บอน (Carbon and Capture Storage หรือ CCS) ซึ่งอียูจะให้

งบประมาณ 57 ล้านยูโรในการดำเนินเฟสสองโครงการ Near-Zero Emission Coal (โครงการดังกล่าวเป็นความร่วมมือในการสร้างโรงงานผลิตไฟฟ้าจากถ่านหินแต่ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกโดยใช้เทคโนโลยีการกักเก็บคาร์บอน เป็นความร่วมมือระหว่าง จีน-สอ.-อียู เริ่มเฟสแรก (Feasibility study) ตั้งแต่ พ.ย. 2550 แต่การดำเนินการเฟสสอง (Plant design) ซึ่งควรเริ่มตั้งแต่ปี 2551 ยังชะงักงันจนกระทั่งมีการตกลงในการประชุมครั้งนี้)

 

            2. ด้านการพัฒนา และเศรษฐกิจ

– ตกลงที่จะร่วมมือกันต่อไปในลักษณะไตรภาคีในแอฟริกา โดยยืนยันพันธกรณีในการบรรลุ MDGs และ

ส่งเสริมการพัฒนาอย่างยั่งยืนและการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจในแอฟริกา

 

– เห็นพ้องว่าการประชุม G20 มีบทบาทสำคัญในการต่อสู้วิกฤติเศรษฐกิจ จะร่วมกันสร้างระบบการเงิน

ระหว่างประเทศที่มีเสถียรภาพ ต่อต้านนโยบาย protectionism ทุกรูปแบบ ยืนยันความตั้งใจในการสรุปผลการเจรจาการค้ารอบโดฮาภายในปี 2010

 

– เห็นความสำคัญของการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาอย่างมีประสิทธิภาพ ยินดีกับการเริ่มการเจรจา

ความตกลงทวิภาคีด้าน Geographical Indications

 

ดูรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับผลการประชุมได้ที่ www.se2009.eu

 

            3. ข้อสังเกต

            – ประเด็นที่ไม่ได้มีการตกลงหรืออ้างถึงในการจัดทำ Joint Statement อาทิ

 

                (1) การห้ามการซื้อขายอาวุธ (arm embargo) กับจีน (เริ่มใช้ตั้งแต่ปี 1989 ซึ่งจีนเห็นว่านโยบายดังกล่าวทำให้จีนมีภาพลักษณ์เหมือนเป็น pariah)

 

                (2) เร่งการเจรจา Partnership Cooperation Agreement ต่อไป

 

                (3) อียูยังไม่ให้สถานะ Market Economy กับจีน เพียงแต่ระบุถึงความก้าวหน้าของการดำเนินการด้านเทคนิคและยินดีกับการจัดทำการศึกษาเรื่องการใช้มาตรฐานด้านบัญชีในจีน

 

                (4) ไม่มีการกล่าวถึงการปรับเพิ่มค่าเงินหยวน (ทั้งที่ก่อนหน้าการประชุมดังกล่าว มีการประชุมระหว่างจีนกับผู้แทนอียู ได้แก่ Commisioner ด้านศก.และการคลัง ประธาน ECB และประธานกลุ่ม Eurogroup)   

 

            – การประกาศของจีนในเรื่องการตั้งเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกก่อให้เกิดผลตอบรับที่ดี (รวมทั้งการประกาศของสหรัฐฯ ที่ตั้งเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก 17% จากระดับของปี 2005 ภายในปี 2020) โดยน่าจะช่วยในการแก้ไขทางตันในการเจรจา UN Climate Change ได้ โดยนาย Barroso ประธาน คกธ. ยุโรปให้ความเห็นว่าจะมีการพิจารณาตัวเลขดังกล่าวอย่างละเอียดอีกครั้ง

 

            – การที่อียูยังไม่ยอมรับสถานะ Market Economy Status ทำให้มีผลกระทบต่อการไต่สวน AD สินค้าจากจีน และส่งผลต่อภาพลักษณ์ของจีน แม้ว่าจะมีหลายปท. (อาทิ นิวซีแลนด์ สิงคโปร์ มาเลเซีย) ยอมรับสถานะ MES ของจีนแล้ว