อียูหรือสหภาพยุโรปอาจจะดูมีบทบาทน้อยกว่าควรจะมีในเวทีระดับโลกของปัญหา การเมืองระหว่างประเทศต่างๆ แต่ต้องยอมรับว่าอียูเป็นผู้นำที่ทุกคนเกรงขามในด้านการกำหนดกฎระเบียบมาตรฐาน ไม่ว่าจะเป็นด้านการค้า ประมง สิ่งแวดล้อม การขนส่งหรือแทบทุกด้านที่เกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันของผู้คน 500 ล้านคนในสมาชิก 27 ประเทศ ทั้งนี้เพราะอียูเป็นตลาดรองรับสินค้าต่างๆ จากทั่วโลก โดยเป็นตลาดส่งออกสินค้าอันดับหนึ่งของไทย ในปี 2551 มีมูลค่าประมาณ.17,172 ล้านยูโร หรือ 841,428 ล้านบาท จึงทำให้ภาครัฐและเอกชนต้องสนใจติดตามการออกระเบียบมาตรฐานใหม่ๆ ตลอด

ประมงเป็นสินค้าออกที่สำคัญหมวดหนึ่งของไทยไปตลาดอียู โดยอียูเป็นตลาดหลัก อันดับ 3 รองจากสหรัฐฯ และญี่ปุ่น  ในปี 2550 ไทยส่งออกสินค้าประมงไปอียูมูลค่า 911.3 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือ 15 % ของสินค้าประมงที่ไทยส่งไปทั่วโลก โดยมีสินค้าสำคัญคือ ปลาทูน่า (259.8 ล้านเหรียญ)กุ้งแปรรูป (137.6 ล้านเหรียญ) ปลาหมึก (111.5 ล้านเหรียญ) กุ้งสดแช่เย็น แช่แข็ง (98.1 ล้านเหรียญ) และอื่นๆ อาทิ หอย  ปู  ปลาพันธุ์อื่นที่มิใช่ทูน่า (304.3 ล้านเหรียญ) อียูดูจะเข้าถึงความรู้สึกปลาและสัตว์น้ำต่างๆ ในทะเลเป็นอย่างมาก อียูเชื่อว่าการทำประมงผิดกฎหมาย ไม่มีรายงานและขาดการควบคุม (Illegal Unreported and Unregulated (IUU) Fishing) เป็นภัยร้ายแรงต่อการพัฒนาอย่างยั่งยืนของทรัพยากรประมงและสิ่งแวดล้อม   คณะกรรมาธิกาประชาคมยุโรป ซึ่งเสมือนเป็นคณะบริหารของอียู จึงได้พยายามต่อสู้ให้ปลาและสัตว์น้ำทะเลทั่วโลกด้วยการต่อต้านการประมงแบบ IUU มาช้านาน  มีสถิติว่า การทำประมงแบบผิดๆ นี้ มีมูลค่าถึง 500,000 ล้านบาท ต่อปี   อียูเป็นผู้นำเข้าสินค้าประมงอันดับหนึ่งของโลก  ในปี 2550 นำเข้าถึง 800,000 ล้านบาท หากไม่มีมาตรการป้องปราม IUU ก็เท่ากับว่าตนเป็นผู้สนับสนุนการประมงผิดๆไปด้วย  หากมีมาตรการป้องปราม ก็จะทำให้มาตรการมีความศักดิ์สิทธิ์  มีโอกาสสำเร็จมากขึ้น เพราะตนเป็นผู้ซื้อรายใหญ่ที่สุดนั้นเอง

ด้วยเหตุผลนี้เอง คณะกรรมาธิการฯ จึงได้ออกระเบียบเกี่ยวกับการป้องกันและกำจัดการประมงผิดกฎหมาย ขาดการรายงานและไม่มีการควบคุม เมื่อ 29 กันยายน 2551 กำหนดจะบังคับใช้ระเบียบฉบับใหม่ ตั้งแต่ 1 มกราคม 2553 ผลกระทบของระเบียบต่อสู้ส่งออกสินค้าประมงทั่วโลกรวมทั้งไทย คือ ประเทศเหล่านี้ จะต้องทำการรับรองสินค้าและผลิตภัณฑ์ประมงว่าไม่ได้มาจากการทำประมงแบบ IUU โดยแนบเอกสารการรับรองการจับสัตว์น้ำ (catch certificate) ประกอบการส่งออกไปประชาคมยุโรปสินค้าประมงนี้ต้องมาจากทะเล ดังนั้นสัตว์น้ำ เช่น กุ้ง ปลา ที่ไทยเลี้ยงเป็นฟาร์มไม่อยู่ในข่าย IUU แต่อย่างใด

ฝ่ายไทย โดยสำนักงานที่ปรึกษาการเกษตรประจำประชาคมยุโรป ได้ติดตามร่างระเบียบนี้มาโดยตลอด กรมประมงฯ เจ้าภาพหลักในไทยจึงได้ประชุมปรึกษาหารือกับภาครัฐและเอกชนเพื่อตรียมรับมือกฎระเบียบใหม่มาระยะหนึ่งแล้ว กิจกรรมที่กรมประมงดำเนินการไป ก็มีการจัดสัมมนาประชาสัมพันธ์ โดยเชิญเจ้าหน้าที่ด้านนี้ของกรมประมงคณะกรรมาธิการประชาคมฯ ไปไทยเพื่อบรรยาย ตอบคำถาม การร่วมกับที่ปรึกษาฝรั่งที่จ้างไว้ศึกษาผลกระทบที่จะเกิดต่อไทย ผลสรุปเบื้องต้นระบุว่า ไทยสามารถปฏิบัติตามกฎระเบียบนี้ได้ นอกจากนี้ กรมประมงยังจัดสัมมนาการชี้แจงกับผู้ประกอบการในจังหวัดชายทะเล 23 จังหวัด

อธิบดีกรมประมงของไทยก็เดินทางไปเจรจากับเจ้าหน้าที่อียู ณ กรุงบรัสเซลส์ ถึง 2 ครั้ง ในเดือนเมษายน และกันยายน 2552 เพื่อเจรจาให้อียูยอมรับระบบการออกใบรับรองของไทยและการต่อรองขนาดเรือประมงและความยืดหยุ่นของการใช้ใบรับรองรวม  เอกอัครราชทูตไทยประจำอียูยังได้ร่วมกับหัวหน้าสำนักงานเกษตร ณ กรุงบรัสเซลส์ เข้าพบปลัดกระทรวงประมง (DG MARE) ณะกรรมาธิการประชาคมยุโรปเมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา เพื่อตอกย้ำท่าทีของกรมประมงไทยและความห่วงกังวลของภาคเอกชนผู้ประกอบการ  ปลัดกระทรวงประมงฝ่ายอียูยืนยันว่ามีประเทศที่สามารถจะออกใบรับรองสัตว์น้ำแล้ว 43 ประเทศ (ทูน่า เป็นวัตถุดิบนำเข้าจากต่างประเทศกว่า 50 ประเทศก่อนที่ผู้ประกอบการไทยจะแปรรูปเป็นสินค้าออกไปทั่วโลก)  หากการปฏิบัติตามกฎทำให้ฝ่ายไทยเกิดปัญหาอุปสรรคไม่สามารถทำได้ ก็พร้อมจะรับฟังโดยได้ตั้งหน่วยงานเฉพาะกิจประสานกับด่านนำเข้าในประเทศสมาชิกทุกแห่งที่ทำความเข้าใจตรงกันแล้ว อย่างไรก็ตาม หากเมื่อปฏิบัติแล้วพบว่ากฎระเบียบนี้สร้างปัญหาให้กับหลายๆ ประเทศ ฝ่ายอียูก็พร้อมปรับข้อกำหนดรวมถึงขนาดของเรือประมงที่ไทยห่วงกังวล (ไทยขอขยายจาก 20 ตัน เป็น 30 ตัน ภายใต้ simplified catch certificate)

กรมประมงและสำนักงานคณะผู้แทนไทยประจำประชาคมฯ ต่างเห็นตรงกันว่า เมื่อไทยสามารถปฏิบัติตามกฎ IUU ได้ ก็จะเป็นการได้เปรียบในเรื่องการรักษาและขยายตลาดสินค้าประมงจากประเทศที่ยังชักช้าไม่พร้อมจะทำให้ถูกต้อง อีกทั้งยังเป็นการสร้างมาตรฐานสำหรับสินค้าประมงไทยไปประเทศคู่ค้าอื่นๆ ที่จะใช้กฎเกณฑ์ทำนองเดียวกัน นอกจากนี้  ไทยเองยังควรพิจารณาปรับใช้กับสินค้านำเข้าของไทยเช่นกัน เพื่อให้โลกเห็นว่าไทยก็เป็นมิตรกับการทำประมงอย่างถูกต้องไม่แพ้ฝรั่งและเพื่อยกระดับมาตรฐานของไทยให้เป็นสากล เป็นมิตรกับปลาและทรัพยากรทางทะเลทั้งหลายให้ลูกหลานมีกินมีใช้ไปอีกนาน