อียูได้ประกาศระเบียบปริมาณซัลเฟอร์ในน้ำมันที่ใช้กับเรือเมื่อปี 2005 โดยกำหนดให้มีผลบังคับใช้กับเรือที่เทียบท่าในท่าเรือของอียูตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. 2010 เป็นต้นไป อย่างไรก็ดี คณะกรรมาธิการยุโรปได้แนะนำให้ประเทศสมาชิกอียูผ่อนผันความเข้มงวดในเรื่องดังกล่าวได้หากตรวจพบว่าเรือมีแผนการปรับปรุงทางเทคนิค (เช่น การติดตั้ง boiler ที่รองรับน้ำมันที่มีปริมาณซัลเฟอร์ต่ำ) ที่มีกรอบระยะเวลาที่แน่นอนและได้รับการรับรองจากองค์กรที่เกี่ยวข้อง

ระเบียบดังกล่าวได้รับการประกาศอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 22 ก.ค. 2005 โดยปรับจากระเบียบเดิมที่ 1999/32/EC 

มีเป้าหมายเพื่อลดปริมาณการปล่อยก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ (SO2) จากเรือเดินทะเลเป็นจำนวน  500,000 ตันต่อปี ตั้งแต่ปี 2006 เป็นต้นไป และได้กะระยะเวลาให้อุตสาหกรรมเดินเรือ (สำหรับเรือที่ใช้เส้นทางเดินเรือภายในประเทศ และเรือเดินทะเลที่จอดเทียบท่าที่ท่าเรือภายในอียู) สามารถปรับตัวทางเทคนิคได้ทันโดยกำหนดให้ใช้ระเบียบนี้ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. 2010

 

ระเบียบนี้มีข้อกำหนดปริมาณซัลเฟอร์ในน้ำมันที่ใช้สำหรับเรือประเภท

 

(1) เรือบรรทุกผู้โดยสาร

 

(2) เรือในเส้นทางเดินเรือภายในประเทศ

 

(3) เรือที่จอดเทียบท่าที่ท่าเรือภายในอียู (ดังปรากฏใน Article 4a และ 4b ของระเบียบ) โดย

มิได้ระบุขนาดระวางเรือ อย่างไรก็ดี เรือที่ติดธงชาติของประเทศสมาชิกอียูที่ใช้เทคโนโลยีใหม่ในการลดการปล่อยก๊าซ (Emission abatement technologies) ตาม Article 4c ของระเบียบสามารถได้รับข้อยกเว้น แต่ประเด็นสำคัญ คือ ประสิทธิภาพในการลดการปล่อยก๊าซ  SO2  จะต้องเทียบเท่ากับการใช้น้ำมันที่มีปริมาณซัลเฟอร์ต่ำ

 

เรือที่จอดเทียบท่าภายในอียูแต่ได้ปิดเครื่องยนต์และใช้พลังงานไฟฟ้าจากแหล่งไฟฟ้าบริเวณ

ชายฝั่ง ไม่อยู่ภายใต้ระเบียบนี้ (เรือที่จอดเทียบท่าภายในอียู หมายถึง เรือที่ทอดสมอที่ท่าเรือในช่วงระยะเวลาที่มีการขนถ่ายสิ่งของ หรือเป็นที่พัก รวมทั้งระยะเวลาที่มิได้ใช้ในการดำเนินการด้าน cargo ดังปรากฏใน article 3i)

 

เรือที่อยู่ในเอกสารแนบของระเบียบ (ซึ่งเป็นเรือของกรีซ และเดินเรือภายในเขตแดนของกรีซ)

ได้รับการขยายเวลาในการปฏิบัติตามระเบียบนี้ไปจนถึงวันที่ 1 ม.ค. 2012 โดยมีเหตุผลเกี่ยวกับปัญหาทางเทคนิคที่ไม่สามารถปฏิบัติได้ทันภายในวันที่ 1 ม.ค. 2010

 

คณะผู้แทนไทยประจำประชาคมยุโรปได้สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมจากคณะกรรมาธิการยุโรป

ได้รับแจ้งว่า

 

–          เมื่อวันที่ 21 ธ.ค. 2009 คกธ.ยุโรปได้ประกาศเอกสารข้อเสนอแนะ

(Commission Recommendation) ไปถึงประเทศสมาชิกอียู เกี่ยวกับการใช้น้ำมันซัลเฟอร์ต่ำกว่า 0.1% สำหรับเรือที่เทียบท่าที่ท่าเรือภายในประชาคมยุโรป ที่จะเริ่มมีผลตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. 2010 โดยมีแนวคิดพื้นฐานว่า การใช้น้ำมันประเภทซัลเฟอร์ต่ำจะต้องมีการปรับเทคนิคสำหรับ boiler ภายในเรือ ซึ่งยังมีเรืออีกจำนวนมากที่ไม่สามารถติดตั้ง boiler ประเภทใหม่ได้ทัน อย่างไรก็ดี มีทางออกด้านเทคนิคที่สามารถลดความเสี่ยงดังกล่าวโดยการปรับเปลี่ยนด้านเทคนิคสามารถดำเนินการได้เสร็จไม่เกิน 8 เดือน  จึงขอให้ผ่อนผันได้หากเรือมีหลักฐานที่ระบุถึงแผนการในการปรับเปลี่ยนทางเทคนิคให้สอดคล้องกับระเบียบดังกล่าว ซึ่งควรประกอบด้วย การทำสัญญากับผู้ผลิต boiler ประเภทที่รองรับน้ำมันซัลเฟอร์ต่ำ และแผนการปรับเปลี่ยนด้านเทคนิคจะต้องได้รับการรับรองโดยองค์กรที่มีหน้าที่รับผิดชอบ โดยแผนการดังกล่าวจะต้องระบุวันที่จะดำเนินเสร็จสิ้น และประเทศสมาชิกอียูอาจใช้แผนการปรับเปลี่ยนทางเทคนิคในการพิจารณามาตรการลงโทษกับเรือที่ไม่ปฏิบัติตามระเบียบนี้

 

–          เรือจำนวนมากในยุโรปได้รับผลกระทบจากระเบียบดังกล่าว ซึ่งคณะกรรมาธิการ

ยุโรปมิได้มีมาตรการช่วยเหลือใดเป็นการเฉพาะ เพียงแต่ได้แนะนำให้ประเทศสมาชิกอียูผ่อนผันการบังคับใช้ระเบียบนี้อย่างเข้มงวดออกไป แต่มิได้กำหนดเวลาว่าการผ่อนผันข้างต้นจะสิ้นสุดเมื่อใด

 

            เรือเดินทะเลของไทยที่จอดเทียบท่าที่ท่าเรือในอียูจะต้องปฏิบัติตามระเบียบนี้เช่นกัน ซึ่งจะต้องใช้การปรับปรุงทางเทคนิคเพื่อรองรับน้ำมันที่มีปริมาณสารซัลเฟอร์ต่ำ

 

(สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับระเบียบดังกล่าวได้ที่ Official Journal ฉบับ L191 ลงวันที่ 22.7.2005 Directive 2005/33/EC of 6 July 2005 as regards the sulphur content of marine fuels)