นักเศรษฐศาสตร์ยุโรปชี้ ตัวเลขแนวโน้มเศรษฐกิจในสหภาพยุโรปหรืออียในปี 2553 ซึ่งสถาบันต่างๆ ประมาณการเมื่อปีที่ผ่านมาว่า ไม่ถูกต้องนัก ผลกระทบของวิกฤตร้ายแรงกว่าที่คาด และแม้ว่าอียูจะพ้นจากสภาวะวิกฤติเศรษฐกิจแล้ว แต่ยังคงอยู่ในสภาวะเปราะบาง และมีปัญหาใหญ่ที่ต้องแก้ไข คือ ปัญหาหนี้รัฐ และสภาวะการว่างงาน

เมื่อวันที่ 14 มกราคม 53 สถาบัน European Policy Centre ได้จัดสัมมนาเรื่อง “European Growth and Jobs in 2010” ขึ้นที่กรุงบรัสเซลส์ ประเทศเบลเยียม โดยเชิญนักเศรษฐศาสตร์จากสถาบันต่างๆ มาให้ความเห็นถึงภาพรวมเศรษฐกิจอียูในปี 2553ได้แก่ (1) นาย Fabian Zuleeg หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของสถาบัน EPC (2) นาย Istvan Szekely, ผู้อำนวยการสถาบันศึกษาวิจัยด้านเศรษฐศาสตร์ของคณะกรรมาธิการยุโรป (DG Economic and Financial Affairs/European Commission – ECFIN/EC) (3) นาย Jorgen Elmeskov, รองหัวหน้านักเศรษฐศาสตร์และผู้อำนวยการ แผนกเศรษฐศาสตร์ องค์กรเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (Organization of Economic Co-operation and Development – OECD) และนาย Goran Hultin ที่ปรึกษาด้านอียู ของบริษัท Manpower

ผู้บรรยายเห็นพ้องกันว่า แม้ว่าประเทศสมาชิกอียูบางประเทศจะยังเผชิญกับวิกฤต แต่ในภาพรวม เศรษฐกิจของยุโรปมีเสถียรภาพมากขึ้นและพ้นจากวิกฤติเศรษฐกิจแล้ว ดังเห็นได้จากที่ในไตรมาสที่ 3 ของปี 2552 เศรษฐกิจได้พลิกฟื้น สถานการณ์ของภาคการเงินดีขึ้นกว่าเมื่อปี 2551 อีกทั้งยังคาดว่าปริมาณการค้าในตลาดโลกจะกลับมาเหมือนเดิม ซึ่งเป็นปัจจัยหนึ่งที่ช่วยให้เศรษฐกิจฟื้นตัว

อย่างไรก็ดี เศรษฐกิจจะยังคงอยู่ในสภาวะซบเซาและเปราะบาง มีความไม่แน่นอนในระยะสั้น/กลาง และปัญหาต่างๆ สืบเนื่องจากการดำเนินมาตรการแก้ไขวิกฤติเศรษฐกิจซึ่งประเทศสมาชิกอียูต้องเร่งแก้ไขต่อไป ที่สำคัญ ได้แก่ 1) ปัญหาเรื่องงบประมาณรัฐขาดดุลและปัญหาหนี้สาธารณะ และ 2) ปัญหาการว่างงาน

1) ปัญหาเรื่องงบประมาณรัฐขาดดุลและปัญหาหนี้สาธารณะ จากการที่ประเทศอียูดำเนินนโยบายงบประมาณขาดดุล เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ก่อให้เกิดปัญหาหนี้สาธารณะ ซึ่งปัจจุบัน อียูมีหนี้สาธารณะถึง 80-85% ของ GDP (มากกว่าช่วงก่อนประสบปัญหาเศรษฐกิจ ซึ่งมีหนี้สาธารณะอยู่ที่ระดับ 60-65 %) รัฐบาลประเทศสมาชิกอียูจึงต้องลดรายจ่าย ขึ้นภาษี และมีวินัยทางการเงินมากขึ้น เพื่อลดหนี้สาธารณะ มิเช่นนั้น จะส่งผลเสียมากมายในวงกว้าง แต่กระนั้นก็ตาม มีข้อกังวลว่า การดำเนินนโยบายเกินดุลหรือมีวินัยทางการเงินมากขึ้น จะไปลดอุปสงค์ และส่งผลกระทบต่อสภาวะเศรษฐกิจที่กำลังพลิกฟื้นให้ชะงักงันได้

2) ปัญหาสภาวะว่างงาน ปัญหาใหญ่อีกหนึ่งปัญหาที่ประเทศสมาชิกอียูกำลังประสบคือ ปัญหาสภาวะการว่างงาน ซึ่งคณะกรรมาธิการยุโรปคาดการณ์ว่าจะสูงขึ้นเรื่อยๆ ไปกว่า 10% ไปจนถึงปี 2011 ถึงจะเริ่มลดลง โดยสถานการณ์การว่างงานนั้นแตกต่างกันไปในแต่ละประเทศสมาชิก เช่น สเปนมีสภาวะการว่างงานสูงกว่าระดับกลางของอียูถึง 4 เท่า ในขณะที่ในเยอรมนี ต่ำกว่าระดับของอียู 4 เท่า ที่สำคัญ ในบางประเทศที่มีนโยบายปกป้องแรงงาน เช่น ส่งเสริมให้ลดชั่วโมงการทำงานแทนการลดคนงาน ก็อาจมีผลไปชะลอการฟื้นตัวของเศรษฐกิจได้

ในส่วนของภาคการเงินและธนาคารนั้น มีสภาวะการที่ดีขึ้น และคาดว่าธนาคารจะกลับมาเหมือนเดิมในช่วงกลางปี อย่างไรก็ดี ต้องมีการเดินหน้าปฏิรูปนโยบายในภาคดังกล่าวต่อไป อนึ่ง นาย Szekely ผู้แทนจากคณะกรรมาธิการยุโรป ให้ความเห็นเพิ่มเติมว่า ไม่แน่ใจว่าในระยะยาวแล้ว เศรษฐกิจอียูจะกลับมามีศักยภาพในการเติบโตทางเศรษฐกิจและมีระดับ GDP เหมือนก่อนช่วงที่เกิดวิกฤติทางการเงินได้หรือไม่