สอท. ณ กรุงบรัสเซลส์ขอรายงานสภาวการณ์เศรษฐกิจเบลเยียมในปัจจุบัน (ปี 2553) ดังนี้

 

เศรษฐกิจเบลเยียมปัจจุบันขึ้นอยู่กับภาคบริการ การขนส่ง (Transport and logistics) อุตสาหกรรม (เช่น เหล็ก รถยนต์ เคมีภัณฑ์) การค้า โดยเฉพาะธุรกิจเอกชนขนาดเล็กที่เน้นการนำเข้าวัตถุดิบมาผลิตเพื่อการส่งออก ทั้งนี้ เบลเยียมจะทำการค้ากับประเทศในยุโรปเป็นส่วนใหญ่ เนื่องจากลักษณะที่ตั้งทางภูมิศาสตร์อยู่ใจกลางยุโรป โดยการค้าระหว่างประเทศกว่าร้อยละ 75 ของเบลเยียม เป็นการค้ากับประเทศสมาชิกสหภาพยุโรป ได้แก่ เยอรมนี ฝรั่งเศส เนเธอร์แลนด์ สหราชอาณาจักร อิตาลี และสินค้าส่งออกที่สำคัญของเบลเยียม คือ เคมีภัณฑ์ เครื่องจักร อุปกรณ์ด้านการขนส่ง สินค้าเกษตร อาหารและเครื่องดื่ม

เศรษฐกิจเบลเยียมซึ่งมีอัตราขยายตัวที่เข้มแข็ง 4 ปีติดต่อกันมาจนถึงก่อนไตรมาสสุดท้ายของปี 2547 เริ่มชะลอตัวลงตั้งแต่ไตรมาสดังกล่าว สืบเนื่องจากปัญหาตลาดหุ้นประสบภาวะซบเซาและราคาน้ำมันเพิ่มสูงขึ้น และเข้าสู่สภาวะถดถอยอย่างมากตั้งแต่ไตรมาสที่ 2 ของปี 2551 สืบเนื่องจากผลกระทบของวิกฤตเศรษฐกิจโลก ซึ่งเริ่มต้นจากผลกระทบจากปัญหาการเงิน/การธนาคาร ตามด้วยผลกระทบจากการค้าระหว่างประเทศที่หดตัวลงอย่างมาก นอกจากนี้อัตราการว่างงานในเบลเยียมเพิ่มขึ้นในปี 2552 ประมาณ 10.6% (เปรียบเทียบกับอัตราการว่างงานใน EU โดยรวมซึ่งมีอัตรา 17.7%)

ตามข้อมูลของธนาคารชาติเบลเยียม (National Bank of Belgium – NBB) ณ ไตรมาสที่ 3 ของปี 2552 อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจหรือ GDP เปรียบเทียบกับไตรมาสเดียวกันของเมื่อปีที่ผ่านมา ติดลบมากขึ้นโดยในไตรมาสที่ 1 เท่ากับ -3.7% ไตรมาสที่ 2 เท่ากับ -4.2% และไตรมาสที่ 3 เท่ากับ -3.4 ซึ่งนับว่าตกต่ำมากที่สุดในประวัติศาสตร์เบลเยียมนับตั้งแต่หลังสงครามโลก และปี 2552 โดยรวมจะเท่ากับ -3.1% และในปี 2553 เท่ากับ -0.2 %

การค้าระหว่างประเทศ  การส่งออกใน 3 ไตรมาสแรกของปี 2552 ลดลง -13.1 %, -15.5 และ -8.8 ตามลำดับและคาดว่าจะต้องใช้เวลากว่าที่จะกลับคืนสู่ระดับเดียวกับก่อนช่วงวิกฤต   ซึ่งปัญหาดังกล่าวผนวกกับปัญหาธนาคารเข้มงวดมากขึ้นในการปล่อยสินเชื่อและสถานะทางการเงินของบริษัทอ่อนแอลง จะส่งผลให้การลงทุนของภาคเอกชนในช่วง 2 ปีข้างหน้าลดลง

สถานะการเงิน/การคลังของภาครัฐ   ระหว่างปี 2543-47รัฐบาลเบลเยียมต้องใช้ความพยายามอย่างมากเพื่อให้งบประมาณรายรับ-รายจ่ายของ ปท. มีความสมดุล  แต่หลังจากนั้น งบประมาณเริ่มขาดดุลมาเรื่อยๆ   และในปี  2551 สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อ GDP (public-debt-to-GDP ration) เพิ่มมากขึ้นเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2536 สืบเนื่องจากการที่รัฐบาลต้องเข้าไปแทรกแซงเพื่อพยุงสถาบันการเงิน/ธนาคารที่ประสบวิกฤต ปัจจุบันหนี้รวมประชาชาติของเบลเยียมเท่ากับประมาณ 322 พันล้านยูโร เปรียบเทียบกับ 275 พันล้านยูโร เมื่อปี 2550 ซึ่งหมายความว่า ตั้งแต่การเลือกตั้งทั่วไปเมื่อปี 2550 รัฐบาลได้ใช้งบประมาณไป 47 พันล้านยูโร ซึ่งประมาณ 20 พันล้านยูโร เป็นการอัดฉีดเงินเข้าสู่ภาคการธนาคารและธุรกิจประกัน และอีก 7พันล้านยูโร เพื่อดำเนินแผนฟื้นฟู/กระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลสหพันธรัฐ  อีก 20  พันล้านยูโรที่เหลือเป็นความแตกต่างระหว่างรายได้กับรายรับของภาครัฐ    สิ่งท้าทายที่สำคัญที่สุดทั้งในระยะสั้นและระยะยาวยังคงเป็นปัญหางบประมาณภาครัฐ  ในปี 2552 ประมาณการขาดดุลงบประมาณ (public deficit) จะเท่ากับประมาณ ประมาณ -6.1 % ของ GDP สำหรับ debt ratio ประมาณ  98.1% ของ GDP

เมื่อวันที่ 12 กันยายน 2552 นายกรัฐมนตรี Van Rampuy ได้กล่าวถ้อยแถลงในงาน Accenta Annual Fair ครั้งที่ 12 ที่เมืองเกนต์ ยอมรับว่า เบลเยียมกำลังประสบวิกฤตที่ร้ายแรงที่สุดนับแต่ Great Depression เมื่อปีทศวรรษ ค.ศ. 1930  คาดว่า การขยายตัวทางเศรษฐกิจจะลดลงร้อยละ 3 ในปี  2552 แต่อัตราการลดเริ่มชะลอตัวตั้งแต่ไตรมาสที่ 2 และคาดว่า เศรษฐกิจจะขยายตัวเพิ่มขึ้นเล็กน้อยในปี 2553  รัฐบาลได้ดำเนินมาตรการหลายด้านเพื่อฟื้นฟูความเชื่อมั่นของผู้บริโภคและผู้ผลิต  เช่น       

(1) รัฐบาลได้กู้เงิน 15 พันล้าน (ซึ่งส่งผลให้หนี้ภาครัฐเพิ่มขึ้นร้อยละ 4.5) เพื่อประกันเงินฝากของประชาชนและตำแหน่งงานในภาคการเงิน 

(2) รัฐบาลได้เสนอกฎหมายใหม่เพื่อหลีกเลี่ยงวิกฤตสถาบันการเงินในอนาคตอีก โดยให้มีคณะกรรมการควบคุมภาคการเงิน  วิธีทำธุรกิจแบบเดิมไม่ใช่ทางเลือกอีกต่อไป และประเด็นเรื่องนี้จะเป็นเรื่องที่เบลเยียมจะให้ความสำคัญเป็นอันดับต้นเมื่อดำรงตำแหน่งประธานสหภาพยุโรปในช่วงกลางปี  2553  เบลเยียมจะเสริมสร้างความเข้มแข็งของระบบการสอดส่องสถาบันการเงิน ทั้งในระดับประเทศ ระดับอียู และระดับโลก 

(3)  แผนฟื้นฟู “Relanceplant” ประกอบด้วยมาตรการสำคัญหลายด้านที่รัฐบาลสหพันธรัฐจะดำเนินการเพื่อตอบสนองความต้องการของบริษัทและลูกจ้าง   เช่น ยกเลิกภาษีสำหรับ credit reinsurance contract และเสริมสร้างมาตรการให้ความช่วยเหลือด้านการเงินแก่บริษัทขนาดกลางและเล็ก (SMEs) และบริษัทส่งออก ผ่านกองทุน Participation Fund ของ Ducroire และ FINEXPO 

(4) รัฐบาลสหพันธรัฐได้ประกาศ “Belcacap” ซึ่งเป็นโครงการประกันเงินกู้ซึ่งรัฐบาลค้ำประกันให้แก่บริษัท   ภาคีทางสังคมอื่นๆ (สมาคมนายจ้าง และสมาคมลูกจ้าง) ก็ได้แสดงความรับผิดชอบในช่วงวิกฤต โดยได้บรรลุข้อตกลงทางสังคม (social agreement) ระยะเวลา 2 ปี ว่า ค่าจ้างสำหรับการทำงานเวลากลางคืนและงานผลัดจะลดลง นอกจากนี้ จะเพิ่มอัตราจำนวนค่าล่วงเวลาที่สามารถได้รับประโยชน์จากการลดภาษี

(5) รัฐบาลได้ขยายความเป็นไปได้ให้ลูกจ้างประเภท white-collar workers ตกงานชั่วคราว   วัตถุประสงค์เพื่อลดภาระการจ่ายค่าจ้างของนายจ้างในช่วงวิกฤตและหลีกเลี่ยงคนล้นงาน  แต่ขณะเดียวกัน ก็สามารถรักษาแรงงานฝีมือดี/มีความเชี่ยวชาญในระยะยาวได้  เมื่อเศรษฐกิจฟื้นตัวใหม่  บริษัทก็จะสามารถว่าจ้างลูกจ้างดังกล่าวได้ทันที  ที่สำคัญคือการรักษาความสัมพันธ์ระหว่างนายจ้าง-ลูกจ้าง และสันติภาพทางสังคมในช่วงวิกฤต ซึ่งภาคีทุกฝ่ายในสังคมได้ร่วมมืออย่างดีกับรัฐบาล

(6) ปัญหาการขาดดุลงบประมาณไม่ได้เป็นผลมาจากนโยบายที่ไม่ดี แต่เป็นผลจากวิกฤตระดับโลก  นโยบายด้านงบประมาณของเบลเยียมสอดคล้องอย่างดีกับ European Economic Recovery Programme ซึ่งประกาศเมื่อปีที่ผ่านมา เพื่อให้เป็นไปตาม Lisbon Growth and Jobs Strategy ซึ่งเป็นวาระนโยบายในระยะยาวของสหภาพยุโรปเพื่อปรับปรุงความสามารถในการแข่งขันด้านเศรษฐกิจของประเทศสมาชิกสหภาพยุโรป

 

ข้อสังเกต

– ปัญหาวิกฤตการเงินของเบลเยียมไม่ได้เกิดจากปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจโลก และปัญหาสถาบันการเงินเท่านั้น  แต่ปัญหาภายในและปัญหาด้านโครงสร้างของเบลเยียมก็มีบทบาทสำคัญด้วย นอกจากนี้ อัตราการเพิ่มของประชากรสูงอายุส่งผลกระทบต่องบประมาณที่เพิ่มมากขึ้น   และการเมืองภายในเบลเยียม ซึ่งมีความแตกแยกอย่างมากนับตั้งแต่การเลือกตั้งทั่วไปเมื่อปี 2550 ส่งผลให้การตัดสินใจในนโยบายที่สำคัญ รวมถึงในเรื่องงบประมาณต้องล่าช้า 

– ในช่วงไตรมาสที่ 2 ของปี 2552  ตัวเลขชี้วัดทางเศรษฐกิจ คือ confidence indicators ดีขึ้นและบ่งชี้ว่า  เศรษฐกิจเบลเยียมมีเสถียรภาพเพิ่มขึ้นเล็กน้อย อย่างไรก็ดี  โดยที่ตัวเลขชี้วัดดังกล่าวยังคงติดลบ กอปรกับตัวเลขชี้วัดอื่นๆ ยังไม่ดีขึ้น  ดังนั้น นักวิเคราะห์ด้านเศรษฐกิจส่วนใหญ่ เห็นตรงกันว่า เส้นทางสู่การฟื้นตัวทางเศรษฐกิจของเบลเยียมจะไม่ง่ายและยังต้องใช้เวลา ทั้งนี้ ไม่น่าจะก่อนสิ้นปี 2553 เนื่องจากปัจจัยขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจที่สำคัญ 2 ปัจจัยคือ การค้าระหว่างประเทศและตลาดแรงงาน จะต้องใช้เวลาในการฟื้นตัว  นอกจากนี้ การที่อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจของเบลเยียมมีแนวโน้มที่ดีกว่าประเทศในยูโรโซนโดยเฉลี่ยนั้น ก็เนื่องจากมี carry-over-effect ที่ดีกว่าจากเมื่อปีที่ผ่านมา และแม้ว่าหลังจากกลางปี 2553  ศก.เบลเยียมมีโอกาสที่จะขยายตัวใหม่ก็ตาม  แต่อัตราการขยายตัวโดยเฉลี่ยจะต่ำประมาณ 0.3 % ในช่วง 2 ปีข้างหน้า

–   การแทรกแซงของรัฐบาลและธนาคารกลางในหลายประเทศในยุโรป รวมทั้งเบลเยียม เพื่อช่วยเหลือสถาบันการเงิน/ธนาคาร   รวมทั้งการดำเนินมาตรการด้านการคลังเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ เริ่มส่งผล และมีส่วนช่วยให้ในขณะนี้ เบลเยียมรอดพ้นจาก repression หรือ stagflation อย่างไรก็ดี ยังถือว่า เบลเยียมยังไม่พ้นวิกฤติ โดยปัญหาเร่งด่วนที่สำคัญคือ การแก้ไขปัญหางบประมาณขาดดุล มีความจำเป็นต้องมีการปฏิรูปด้านโครงสร้าง (structural reforms) ที่จำเป็น เช่นที่เกี่ยวกับอำนาจของรัฐบาลสหพันธรัฐและรัฐบาลภูมิภาค การลดค่าใช้จ่ายสำหรับการรักษาพยาบาลและประกันสังคม ฯลฯ  แต่ต้องระวังมิให้มาตรการด้านการคลังเข้มงวดเกินไปเพราะอาจส่งผลกระทบด้านลบต่อความพยายามที่จะกระตุ้นการขยายตัวทางเศรษฐกิจได้    นักวิเคราะห์หลายสถาบันเชื่อว่า แม้ว่ารัฐบาลจะพยายามตัดลดงบประมาณเพียงใด  แต่ต้องใช้เวลาหลายปีกว่างบประมาณจะกลับมาสมดุลได้ และคาดว่าอย่างเร็วคือ ในปี 2558