อาเซมคือการพบปะระหว่างผู้นำเอเชียกับยุโรปหรืออียู 
สิงคโปร์เป็นต้นคิดอยากให้มีสะพานเชื่อมโยงกับอียูอีกทอดเพื่อผลประโยชน์ตน
และอาเซียน แต่ไม่กล้าจัดเองให้ชัดเจนเกินไป
จึงมาปรึกษาขอร้องนายกอานันท์ฯ ในขณะนั้น
ไทยเองก็เห็นผลประโยชน์ตนและอาเซียนเป็นพื้นฐานจึงตอบตกลง เพราะไทยมองว่า
เวทีกับผู้นำยุโรปจะช่วยสร้างความสมดุล
เพิ่มพูนความสัมพันธ์ระดับสูงกับอียู
นอกเหนือจากเวทีเอเปคที่อาเซียนมีกับผู้นำสหรัฐฯ
และแปซิฟิกประจำปีอยู่ก่อนหน้านี้แล้ว

นายบรรหาร ศิลปะอาชาก้าวขึ้นเป็นนายกฯ พอดี จึงได้ทำหน้าที่ประธานการประชุมอาเซมรอบประวัติศาสตร์เมื่อปี 2539 ณ ศูนย์ประชุมสิริกิติ์ ที่รัฐบาลอานันท์สร้างไว้เพื่อใช้ประชุมประจำปีของธนาคารโลกและไอเอ็มเอฟก่อนหน้านั้น ทำให้ประเทศไทยมีโอกาสต้อนรับผู้นำยุโรป โดยเฉพาะระดับบิ๊กๆ เช่น นายเฮล์มุท โคล์ นายกเยอรมนี นายจอห์น เมเจอร์ นายกอังกฤษ นายฌาร์ค ชีรัก ประธานาธิบดีฝรั่งเศส ผู้นำทุกคนได้ของขวัญจากนายกบรรหารเป็นเก้าอี้ที่ตนนั่งประชุมกลับไปเป็นที่ระลึกคนละตัว ไม่ทราบว่าตอนนี้เก้าอี้เหล่านั้นอยู่ในพิพิธภัณฑ์ หรือบ้านอดีตผู้นำนั้นๆ

แรกเริ่ม อาเซมมีสมาชิกกลุ่มอียู 15 ประเทศ คณะกรรมาธิการยุโรป และประเทศเอเชีย 10 ประเทศ   ทั้งสองทวีปผลัดกันเป็นเจ้าภาพทุกๆ 2 ปี ต่อมาจำนวนสมาชิกขยายเป็น 43 ประเทศและ 2 องค์กร ได้แก่ ฝ่ายอียู 27 ประเทศ เอเชีย 16 ประเทศคืออาเซียน 10 ประเทศ บวกกับจีน ญี่ปุ่น สาธารณรัฐเกาหลี มองโกเลีย อินเดีย และปากีสถาน รวมทั้ง 2 องค์กร ได้แก่ คณะกรรมาธิการยุโรป และสำนักเลขาธิการอาเซียน การประชุมผู้นำอาเซมครั้งที่ 8 นี้ เป็นวาระของยุโรป  เบลเยียม  ซึ่งเป็นประธานอียูครึ่งปีหลังของปีนี้พอดี จึงได้เป็นเจ้าภาพ จัดที่พระราชวังกลางกรุงบรัสเซลส์ ต้นสัปดาห์หน้านี้

การประชุมครั้งนี้จะมีการต้อนรับสมาชิกใหม่อีก 3 ประเทศ ได้แก่ รัสเซีย ออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ ซึ่งจะทำให้อาเซมมีสมาชิกในปัจจุบันถึง 46 ประเทศ และ 2 องค์กร

เมื่อสองภูมิภาคนี้พบกันที่ไรก็เปรียบเสมือนว่า มีประชากรของทั้งสองภูมิภาค ซึ่งมากกว่า 58% ของประชากรโลกมาพบกัน มีขนาดเศรษฐกิจร่วมเกินกว่า 50% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมโลก และมีการค้าขายระหว่างกันตลอดปีมากกว่า 60% ของการค้าโลก การพบปะพูดคุยระหว่างผู้นำจึงมีความหมาย  ยิ่งโลกกำลังเห่อบทบาทศักยภาพของจีน อินเดียและความสำเร็จด้านเศรษฐกิจของเอเชียตะวันออก ฝ่ายเอเชียจึงมีความน่าสนใจในสายตาอียู ซึ่งหมกมุ่นกับปัญหาเศรษฐกิจการรวมตัวภายใน และการเมืองรอบบ้านตนเป็นหลัก สองปีทีก็มีโอกาสแสดงความสนใจกับเอเชีย

แต่ผลประโยชน์ของแต่ละชาติที่สำคัญที่สุดในการประชุมแบบนี้มักจะอยู่ที่การหารือสองฝ่ายนอกห้องประชุมใหญ่ ซึ่งว่ากันไปตามหัวข้อที่ข้าราชการไปเตรียมไว้ล่วงหน้าเป็นปี  ในวันจันทร์หน้า นายกอภิสิทธิ์ฯ มีกำหนดพบปะนายบาโรโซ ประธานคณะกรรมาธิการยุโรป ผู้บริหารสูงสุดของอียู และนายแวน รอมเปย ประธานคณะมนตรียุโรป ซึ่งคงไม่ต้องบอกว่าเป็นโอกาสดีแค่ไหนที่ฝ่ายไทยจะเล่าให้ผู้นำสูงสุด 2 คนของอียูฟังถึงพัฒนาการของไทยในด้านการเมืองภายในที่เขาสนใจ และเรื่องการเจรจาความตกลงว่าด้วยการเป็นหุ้นส่วนและความร่วมมือหรือพีซีเอ รวมทั้งแนวโน้มที่อาจเริ่มเปิดเจรจาเอฟทีเอระหว่างกันภายในสิ้นปีนี้

นายบาโรโซเองก็อาจจะสนใจฟังว่า ไทยทำอย่างไรเศรษฐกิจจึงดูสดใสกว่าของอียูมาก โดยเฉพาะอัตราการเจริญเติบโตปีนี้ที่คาดว่าจะโตกว่า 7% ในขณะที่ของอียูโดยรวมแค่ 1% ขณะเดียวกันคงแสดงการสนับสนุนแนวทางปรองดองที่พูดกันอยู่ในเมืองไทยทุกวันให้เป็นมรรคผล

ยุโรปและอียูรู้ว่า ตนไม่สามารถยกสถานะเป็นผู้เล่นในเวทีโลกที่สำคัญตามที่อยากได้ หากไม่หันมาจับมือกระชับมิตรกับเอเชีย แต่ก็ไม่วายที่จะเน้นแต่เรื่องที่ตนสนใจ เช่น การพัฒนาอย่างยั่งยืน การต่อสู้โลกร้อน คุณค่าประชาธิปไตย     อียูควรตระหนักได้แล้วว่า การปฏิรูปสถาบันธรรมาภิบาลโลก เช่น ไอเอ็มเอฟ ตนจะมีสิทธิเสียงเกินตัวแบบแต่ก่อนไม่ได้แล้วควรให้ที่นั่ง อำนาจการยกมือกับจีน อินเดีย และประเทศเอเชียอื่นๆ ด้วย

 นอกจากนี้ การที่ยุโรปกำลังสาละวนกับการจัดการปัญหาหนี้เสียและตัดลบงบประมาณรายจ่ายภาครัฐและเอกชน เพื่อหวังกอบกู้วิกฤติเศรษฐกิจการเงิน และประคองเสถียรภาพของค่าเงินยูโร   ตลาดการค้า การลงทุนและบริการของเอเชียที่กำลังดีวันโตคืนในขณะนี้ จึงเป็นที่หมายตาของยุโรปที่จะใช้เป็นฐานกำลังซื้อสำหรับสินค้า บริการและการลงทุนของยุโรปโดยเฉพาะสินค้าด้านเทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อมเพื่อช่วยประคองการฟื้นตัวและคัดทานนโยบายตัดลบงบประมาณของยุโรปไปในตัว

จึงไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรที่ยุโรปจะหวังพึ่งพาเอเชียแบบนี้ เพราะตอนนี้เอเชียคือคู่ค้าสินค้าอันดับหนึ่งของยุโรป แซงหน้าอเมริกาเหนือไปแล้ว และมีส่วนแบ่งการค้าทั้งหมดของยุโรปมากกว่าร้อยละ 33 ในแต่ละปี การลงทุนจากยุโรปในเอเชียและจากเอเชียไปยุโรปก็เพิ่มขึ้นสม่ำเสมอทุกปี

เบลเยียม เจ้าภาพแม้ยังไม่มีรัฐบาลหลังเลือกตั้งเมื่อมิถุนายนก็จัดเตรียมงานการประชุมครั้งนี้อย่างดี มีกิจกรรมเพื่อส่งเสริมความร่วมมือในกรอบอาเซมตลอดปีนี้ ในช่วงการประชุมผู้นำอาเซม เจ้าภาพยังจัดให้มีการประชุมระดับผู้นำด้านอื่นๆ คู่ขนานไปกับการประชุมผู้นำอาเซมด้วย เพื่อพยายามทำให้อาเซมเป็นองค์กรที่ประชาชนสามารถเข้าถึงและจับต้องได้ อาทิ การประชุมผู้นำภาคธุรกิจภายใต้กรอบ Asia-Europe Business Forum (AEBF) ซึ่งจะมีนายโฆษิต ปั้นเปี่ยมรัฐ จากธนาคารกรุงเทพฯ และผู้แทนธนาคารแห่งประเทศไทยเข้าร่วมหารือ

นอกจากนี้ ยังจะมีการประชุมระดับผู้นำองค์กรรากหญ้าและภาคประชาสังคมภายใต้ชื่อ Asia-Europe People’s Forum ซึ่งจัดโดยมูลนิธิเอเชีย-ยุโรป หรือ Asia-Europe Foundation รวมทั้งการประชุมของผู้นำซีกรัฐสภาหรือที่เรียก Asia-Europe Parliamentary Partnership ซึ่งจะมีนายสามารถ แก้วมีชัย รองประธานรัฐสภาเข้าร่วมด้วย ผลการประชุมของฝ่ายต่างๆ ทั้งหมดนี้ก็จะถูกนำเสนอให้ผู้นำอาเซมพิจารณา

นอกจากนี้ เพื่อส่งเสริมความเข้าใจและการเห็นคุณค่าของความหลากหลายทางวัฒนธรรม เจ้าภาพได้จัดนิทรรศการแสดงโบราณวัตถุจากเอเชีย “A Passage to Asia” นานเกือบ 5 เดือน โดยไทยให้ความร่วมมือส่งโบราณวัตถุ 11 ชิ้น รวมทั้งเครื่องดินเผาบ้านเชียง   ก่อนหน้านี้ก็มีการจัด ASEM Film Festival โดยมีการฉายภาพยนตร์ไทยเรื่อง “ลุงบุญมีระลึกชาติ” ของ
คุณอภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล ซึ่งก็ได้รับความสนใจเป็นอย่างมาก  ตรงนี้ไทยได้ประโยชน์เนื้อๆ

ในเวทีอาเซมครั้งนี้ ไทยควรกำหนดจุดยืนและวางหมากการเดิน โดยหวังยกสถานะให้ไทยเป็น “โซ่ต่อ” ในการประสานผลประโยชน์ของทั้งสองภูมิภาคที่จะช่วยเกื้อหนุนการพัฒนาทั้งระดับภูมิภาคและประเทศของเราให้ก้าวย่างไปข้างหน้าอย่างมั่นคงและมีศักดิ์ศรีในเวทีโลก ทั้งในด้านประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม เศรษฐกิจการค้า และการไปมาหาสู่ระหว่างประชาชน  

ฝ่ายไทยเองก็ไม่ควรทิ้งผลประโยชน์เนื้อๆ ที่ไปถึงรากหญ้าในเรื่องปัญหาการกีดกันการค้า มาตรฐานสุขอนามัย และการอำนวยความสะดวกให้คนไทยเดินทางไปเรียน ท่องเที่ยว ทำงานในยุโรปได้ดีขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ ไม่ปล่อยให้ยุโรปคอยบอกเล่าคุณค่าประชาธิปไตยเพียงฝ่ายเดียว หากเขาถามเรื่องสิทธิมนุษยชน ผู้ลี้ภัยพม่าในไทย ก็ควรขอทราบแนววิธีการปกป้องสิทธิมนุษยชนชาวโรมา หรือยิปซีนักเร่ร่อนในยุโรปขณะนี้

พระราชวังกลางกรุงบรัสเซลส์ สถานที่การประชุมผู้นำอาเซม ครั้งที่ 8