วิกฤตเศรษฐกิจในอียูทำให้คณะมนตรียุโรปต้องออกมาตรการวินัยการคลัง เพื่อสอดส่อง เตือนภัย และลงโทษเมื่อมีการละเมิดวินัย ทั้งนี้เพื่อไม่ให้เกิดวิกฤตดังกล่าวขึ้นอีก      อย่างไรก็ดี เนื่องจากนโยบายนี้ยังเป็นเพียงกรอบกว้างๆ ที่ประเทศสมาชิกยังมิได้มีการตกลงกันในรายละเอียด      อีกทั้งความคิดที่จะลงโทษประเทศสมาชิกเมื่อทำผิดข้อตกลง ก็ยังไม่สามารถทำได้ภายในกรอบอำนาจของสนธิสัญญาลิสบอน       ความไม่ชัดเจนเหล่านี้ยังจะทำให้เงินทุนไม่ไหลกลับเข้าไปในยุโรป และด้วยเศรษฐกิจที่โตวันโตคืนของเอเชีย แบงค์ชาติของไทยจึงอาจต้องระวังเรื่องค่าเงินบาทแข็งตัว–ซึ่งจะกระทบภาคส่งออก—อันเป็นผลสืบเนื่องจากการที่นักลงทุน ยังไม่มั่นใจในสเถียรภาพของเศรษฐกิจยุโรป

                  วันที่ 21 ต.ค. 2553 คณะทำงานด้านธรรมาภิบาลเศรษฐกิจ ของคณะมนตรียุโรปภายใต้นาย Van     Rompuy ได้ออกกรอบมาตรการวินัยการคลัง เพื่อป้องการมิให้ประเทศสมาชิกอียูต้องกลับไปสู่วิกฤต        เศรษฐกิจอีก ดังนี้

 

 1.    วินัยการคลัง

1.1    เพิ่มความสำคัญกับกรอบกลไกสอดส่องงบประมาณของประเทศสมาชิก โดยเน้นความยั่งยืนของระดับหนี้ทั้งในภาครัฐและเอกชน ควบคู่กับการขาดดุลงบประมาณ บนพื้นฐานของการเคารพพันธกรณีเรื่องดังกล่าวภายใต้สนธิสัญญาลิสบอนอย่างเคร่งครัด (Not exceeding 3% and 60% of GDP for deficits and debts respectively)

1.2    ให้จัดทำข้อกำหนดว่าด้วยเรื่องหนี้สาธารณะภายใต้กลไกสอดส่องภาวะงบประมาณของสมาชิกตามที่ระบุในสนธิสัญญาลิสบอนที่มีความเหมาะสมกับความสัมพันธ์เชิงเศรษฐศาสตร์ระหว่างระดับหนี้กับการขาดดุลงบประมาณ อันจะเป็นกลไกสำคัญในการช่วยเตือนภัยล่วงหน้า

 

1.3    ให้มีมาตรการลงโทษเชิงการเมืองและค่าปรับ เช่น การเพิ่มหน้าที่ในการรายงานสถานะทั้งในรูปแบบเอกสาร และรายงานตรงต่อคณะมนตรียุโรป การเพิ่มอำนาจการสอดส่อง รวมทั้งการจัดทำรายงานต่อสาธารณชน การเสียค่าปรับ การกันเงินสำรองในรูปแบบการเปิดบัญชีที่ให้ดอกเบี้ย ฯลฯ  มาตรการลงโทษทั้งสองแบบนี้จะนำไปใช้กับสมาชิกยูโรโซนก่อน หลังจากนั้นจึงใช้กับสมาชิกอียูทั้งหมด ยกเว้น สหราชอาณาจักร โดยหลักการคือการอนุมัติเงินอุดหนุนสมาชิกด้านต่างๆ จะขึ้นกับการปฏิบัติตามพันธกรณีว่าด้วยเรื่องหนี้และการขาดดุลงบประมาณเป็นสำคัญ           

 

1.4    ใช้กลไกลการตัดสินใจแบบ “reverse majority rule” กล่าวคือ ข้อเสนอว่าด้วยเรื่องมาตรการบังคับใช้พันธกรณี / มาตรการลงโทษของคณะกรรมาธิการยุโรปจะถือว่าได้รับความเห็นชอบโดยอัตโนมัติจากสมาชิก ยกเว้นเสียงส่วนใหญ่คัดค้าน นอกจากนี้ ต้องมีข้อตกลงว่าด้วยเรื่องกรอบนโยบายการคลังแห่งชาติที่เหมาะสมของแต่ละประเทศภายในปี 2556 เพื่อให้ คณะกรรมาธิการ และคณะมนตรียุโรปพิจารณา       

 

2.    กลไกสอดส่อง – ให้มีการจัดตั้งกลไกสอดส่องภาวะ ศก. มหภาคใหม่เพิ่มเติมจากกลไกต่างๆ ที่มีอยู่แล้วภายใต้ Growth and Stability Pact (SGP) นอกจากนี้ จะต้องมีการประเมินภาวะความเสี่ยงของ ศก. มหภาค โดยมี คณะกรรมาธิการ และคณะมนตรียุโรปเป็นหน่วยงานหลักในการประเมิน เสนอมาตรการแก้ไข รวมทั้งบทลงโทษ โดยเฉพาะสมาชิกยูโรโซน       

 

3.    การประสานนโยบาย ศก. การเงินมหภาค – จัดตั้งและดำเนินระบบการประสานงาน/นโยบาย “European semester” ภายในวันที่ 1 ม.ค. 2554 ซึ่งจะมีการประเมินความเหมาะสมของมาตรการด้านงบประมาณและการปฏิรูปกลไก ศก. การเงินของประเทศสมาชิกทุกๆ ฤดูใบไม้ผลิ       

 

4.    กลไกบริหารวิกฤติถาวร – ให้มีการจัดตั้งกลไกบริหารวิกฤติอย่างถาวรสำหรับยูโรโซนที่มีประสิทธิภาพในการหลีกเลี่ยง บรรเทา และป้องกันการลุกลามของวิกฤติเศรษฐกิจ การเงินที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต    

 

5.    ความมั่นคงของระบบสถาบันและธรรมาภิบาล – ให้มีการจัดตั้งสถาบันอิสระแห่งชาติในแต่ละประเทศสมาชิก เพื่อวิเคราะห์ดัชนีชี้วัด แผนงานเศรษฐกิจมหภาค และงบประมาณรายจ่าย 

 

6.    ข้อสังเกต – ปัจจุบันสมาชิกอียูมีการจัดตั้งกลไกการเงินชั่วคราวเพื่อสนับสนุนสมาชิกอียู (กรีซ ฮังการี ลัตเวีย และโรมาเนีย) ให้สามารถประคองตัวให้ผ่านพ้นวิกฤติครั้งนี้ภายใต้ชื่อ “European Financial Stability Facility (EFSF) and European Financial Stability Mechanism (EFSM)” รวมวงเงิน 110 พันล้านยูโร ซึ่งทั้ง EFSF และ EFSM ซึ่งจะหมดอายุในอีก 2 ปีข้างหน้าฝรั่งเศสและ เยอรมนีเป็นผู้สนับสนุนให้มีการจัดตั้งกลไกบริหารวิกฤติถาวรตามข้อ 4 เพื่อทดแทน EFSF และ EFSM แต่ยังมีสมาชิกอียูหลายประเทศไม่เห็นด้วย เนื่องจากหวั่นเกรงผลกระทบที่อาจมีกับสถานะงบประมาณและความน่าเชื่อถือของตลาดตราสารหนี้ของอียูหากต้องใช้ระดมเงินเพื่อสนับสนุนกลไกถาวรดังกล่าว

 

นอกจากนี้ มาตรการลงโทษก็เป็นอีกประเด็นที่จะต้องติดตามรายละเอียดว่าจะออกมาเช่นไร เนื่องจากเยอรมนีต้องการให้มีมาตรการลงโทษที่มีประสิทธิภาพในการบังคับให้สมาชิกอยู่ในกรอบ SGP ในขณะที่อีกหลายประเทศ โดยเฉพาะสมาชิกใหม่เกรงกลัวผลกระทบที่อาจมีการตัดทอนเงินสนับสนุนที่ตนได้รับเป็นประจำทุกปีจากอียู  สำหรับประเทศไทยที่ปัจจุบันมีปัญหาเงินทุนต่างชาติไหลเข้าจนทำให้เงินบาทแข็งค่าและกระทบต่อเนื่องไปถึงการส่งออก ความไม่ชัดเจนของมาตรการข้อเสนอของคณะทำงานชุดนี้ ก็อาจเป็นปัจจัยทำให้เงินทุนไหลออกจากยุโรปและอาจไหลเข้าไทยมากขึ้น เนื่องจากต้องการประกันความเสี่ยง และพักเงินไว้ที่อื่นเพื่อ “wait and see” ความชัดเจนในตลาดอียูก็เป็นได้ 

 

(รายละเอียดรายงานที่ http://www.consilium.europa.eu/uedocs/ cms_Data/docs/pressdata/en/ec/117236.pdf)