คณะกรรมาธิการการค้าสหภาพยุโรป ได้เปิดรับฟังความเห็นสาธารณะโครงการ
GSP ของสหภาพยุโรป ระหว่างวันที่ 27 มีนาคม – 4 มิถุนายน 2553 
เพื่อนำข้อมูลดังกล่าวไปใช้ประกอบการจัดทำข้อเสนอโครงการ GSP ใหม่ 
และสหภาพฯ ได้รวบรวมความเห็นเผยแพร่ก่อนเสนอร่างโครงการ GSP
ใหม่ต่อคณะมนตรียุโรปและรัฐสภายุโรปเพื่อพิจารณา ผลการเปิดรับฟังความเห็นสาธารณะที่น่าจะเป็นประโยชน์ให้นักธุรกิจไทยได้ติดตามความเคลื่อนไหวของทิศทางการให้สิทธิประโยชน์ GSP  รอบใหม่ของสหภาพยุโรป สรปุได้ดังนี้

คณะกรรมาธิการการค้ายุโรปได้รับความเห็นทั้งหมด 143 ความเห็นทั้งจากประเทศสมาชิกสหภาพยุโรปและประเทศที่ไม่ใช่สมาชิกสหภาพยุโรป ได้แก่ สมาคมธุรกิจ 51 ความเห็น   บริษัทเอกชน 34 ความเห็น   NGOs 24 ความเห็น   ประชาชนทั่วไป 9 ความเห็น   และอื่นๆ 25 ความเห็น

ความเห็นส่วนใหญ่ รวมทั้งความเห็นของไทย เห็นว่าโครงการ GSP เป็นโครงการที่เป็นประโยชน์ และเป็นเครื่องมือทางการค้าที่เหมาะสมในการพัฒนาและควรดำเนินโครงการต่อไป  และเห็นด้วยกับวัตถุประสงค์ของโครงการในการช่วยลดความยากจนในประเทศกำลังพัฒนาโดยการสร้างรายได้จากการค้าระหว่างประเทศ  การให้ความช่วยเหลือในการพัฒนาอย่างยั่งยืนและธรรมาภิบาล  ทั้งนี้ ส่วนใหญ่เห็นว่าสหภาพฯ ควรแจ้งล่วงหน้าก่อนโครงการ GSP ใหม่จะมีผลบังคับใช้ เพื่อให้ผู้เกี่ยวข้องมีระยะเวลาปรับตัว


โครงการ GSP และ FTA

ความเห็นจากหลายแห่ง รวมทั้งความเห็นของไทย เห็นว่าโครงการ GSP และ FTA สามารถดำเนินควบคู่กันไปได้  และ FTA จะทำให้อัตราภาษีนำเข้าต่ำลง  แต่บางรายเห็นว่า ประเทศที่มีความตกลง FTA กับสหภาพฯ ไม่ควรได้รับสิทธิประโยชน์ GSP หากได้รับการลดอัตราภาษีที่ต่ำกว่าในความตกลง FTA แล้ว และ/หรือรายการสินค้าที่ได้รับการลดภาษีครอบคลุมมากกว่าที่ได้รับสิทธิประโยชน์ภายใต้โครงการ GSP   และมีบางรายเสนอความเห็นให้สหภาพฯ รวมข้อกำหนดเกี่ยวกับการพัฒนาอย่างยั่งยืน  ธรรมาภิบาล  และกลไกในการบังคับใช้เข้าไว้ในความตกลง FTA ด้วย

การแบ่งประเภทการให้สิทธิประโยชน์ 

ความเห็นส่วนใหญ่ รวมทั้งความเห็นของไทย เห็นว่าควรคงไว้ซึ่งการแบ่งประเภทการให้สิทธิประโยชน์ภายใต้โครงการ GSP ได้แก่ GSP, GSP+ และ EBA   แต่มีบางรายเห็นว่าทั้ง 3 ประเภทสามารถรับสิทธิประโยชน์ร่วมกันได้   โดยใช้หลักเกณฑ์การพิจารณาตัดสิทธิที่มีความเข้มงวดน้อยลงระหว่างประเทศที่กำลังพัฒนาแต่ยากจนกับประเทศด้อยพัฒนา   ซึ่งจะเป็นการเปิดโอกาสให้ประเทศกำลังพัฒนาแต่ยากจนสามารถได้รับสิทธิประโยชน์จาก EBA ด้วยเช่นกัน   อย่างไรก็ตาม บางรายเห็นว่าประเทศที่ควรได้รับสิทธิประโยชน์มากที่สุด คือประเทศที่ด้อยพัฒนา โดยพิจารณาจากการจัดกลุ่มประเทศของธนาคารโลกจากมูลค่า GDP per capita   ความหลากหลายของสินค้าส่งออก และปัจจัยอื่นๆ

ปัญหาอุปสรรคและสิ่งจูงใจในการใช้สิทธิประโยชน์  
ส่วนใหญ่มีความเห็นว่าโครงการ GSP ควรจะเป็นโครงการที่ง่าย ไม่ยุ่งยากซับซ้อน มั่นคงและสามารถคาดการณ์ได้   และครอบคลุมรายการสินค้ามากขึ้น รวมทั้งควรใช้การลดภาษีร้อยละ 3.5 หรือมากกว่าสำหรับสินค้าอ่อนไหวเป็นเครื่องจูงใจให้ประเทศต่างๆใช้สิทธิประโยชน์ภายใต้โครงการ GSP   นอกจากนี้ ยังเห็นว่ากฎถิ่นกำเนิดสินค้าเป็นอุปสรรคต่อการใช้สิทธิประโยชน์ภายใต้ GSP โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมเสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่ม  

หลักเกณฑ์การพิจารณาตัดสิทธิ  
หลายฝ่ายมีความเห็นแตกต่างกัน แต่ส่วนใหญ่เห็นว่าควรจะยังคงการพิจารณาตัดสิทธิโดยคำนวณแต่ละหมวดสินค้า  ซึ่งบางรายเสนอความเห็นให้มีการจัดกลุ่มสินค้าที่มีความละเอียดมากยิ่งขึ้น แต่ทั้งนี้ ต้องไม่ก่อให้เกิดปัญหาในการปฏิบัติตามขั้นตอนต่างๆ และต้องไม่มีค่าใช้จ่ายด้วย   สำหรับค่า threshold ความเห็นส่วนใหญ่พอใจกับระบบที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน แต่บางรายเห็นว่าควรปรับค่า threshold เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 12.5 สำหรับสินค้าสิ่งทอและเสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่ม และร้อยละ 15 สำหรับสินค้าอื่นๆ  ส่วนระยะเวลาในการพิจารณาตัดสิทธิและพิจารณาคืนสิทธิ หลายรายเห็นว่าระยะเวลา 3 ปีเป็นระยะเวลาที่เหมาะสมแล้ว แต่บางรายมีความเห็นว่าควรปรับระยะเวลาเพิ่มขึ้นเป็น 5 ปี

มาตรการปกป้องและมาตรการอื่นๆ
ไทยมีความเห็นว่ามาตรการปกป้องเป็นมาตรการที่ไม่มีความเกี่ยวเนื่องกันกับโครงการ GSP และไม่มีความจำเป็นเนื่องจากโครงการ GSP มีกลไกการพิจารณาตัดสิทธิอยู่แล้ว ซึ่งหากสินค้าใดมีศักยภาพในการแข่งขันสูงก็จะถูกตัดสิทธิจากโครงการ GSP   แต่ความเห็นส่วนใหญ่กลับมองว่ามาตรการปกป้องมีความเกี่ยวเนื่องกับโครงการ GSP   สำหรับมาตรการอื่นๆ ที่ใช้ในการพิจารณาตัดสิทธิชั่วคราว ส่วนใหญ่มีความเห็นว่าควรจะยังคงไว้เหมือนเดิม   นอกจากนี้ ส่วนใหญ่เห็นว่าควรระบุรายละเอียดหลักเกณฑ์ในการพิจารณาเปิดการไต่สวนภายใต้กฎระเบียบฯ นี้เพิ่มขึ้นเพื่อความโปร่งใส  และควรให้สิทธิแก่ประเทศผู้ถูกไต่สวนในการรับฟัง การเข้าถึงข้อมูล และสามารถชี้แจงเพื่อปกป้องสิทธิของตนได้

สำหรับระยะเวลาดำเนินโครงการ GSP ใหม่  ส่วนใหญ่มีความเห็นว่ากรอบระยะเวลาดำเนินโครงการควรเป็น 10 หรือ 15 ปี  โดยแบ่งโครงการเป็น 3 รอบๆ ละ 5 ปี