ผู้แทนถาวรฮังการีในอียูเผย การนำพาอียูออกจากวิกฤตเศรษฐกิจ เป็นสิ่งที่ฮังการีจะให้ความสำคัญเป็นลำดับแรก ในฐานะประธานใหม่ของคณะมนตรีแห่งสหภาพยุโรป (Presidency of the Council of the European Union)  โดยประเด็นที่ สองรองจากเศรษฐกิจ คือการลงมือปฏิบัติแผนการ Stockholm Programme (ภายใต้กระทรวงยุติธรรมและมหาดไทยของ  อียู) ซึ่งส่วนหนึ่งจะเกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการประชากรยุโรปเชื้อสายโรมา  โดยประเด็นนี้มีความเชื่อมโยงกับเรื่องการขยายสมาชิกภาพของอียูและเขต Schengen ซึ่งเป็นอีกหนึ่งประเด็นที่ฮังการีต้องการจะผลักดัน 

                     ผู้แทนถาวรฮังการีประจำอียู นาย Peter Gyorkos กล่าวในงานแถลงข่าวที่ European Policy Centre เมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายนว่า การนำพาอียูออกจากวิกฤตเศรษฐกิจ  เป็นสิ่งที่ฮังการีจะให้ความสำคัญเป็นลำดับแรก (the “number one issue”) เมื่อเข้ารับตำแหน่งประธานใหม่ของคณะมนตรีแห่งสหภาพยุโรป ในวันที่ 1 มกราคม 2011 แทนเบลเยียมที่กำลังจะหมดวาระลงในสิ้นปีนี้                       

                      ภายใต้แรงกดดันจากภาวะวิกฤตดังกล่าว ฮังการีมีภาระหน้าที่ ต้องนำพาอียูไปสู่การสร้างเสถียรภาพทางโครงสร้างเศรษฐกิจและการคลัง ด้วยการสร้างกลไกธรรมาภิบาลทางเศรษฐกิจแบบถาวรขึ้นเพื่อใช้ตรวจสอบสุขภาพการเงินของประเทศสมาชิก  ซึ่งเป็นไปได้มากว่า จะต้องมีการเปลี่ยนแปลงสนธิสัญญาลิสบอนในส่วนที่เกี่ยวข้องตามที่เยอรมนีร้องขอด้วย โดยมีกรอบเวลาต้องทำให้เสร็จสิ้นภายในปี 2013 ซึ่งเป็นเวลาที่มาตรการทางเศรษฐกิจระยะสั้นจะหมดล

                       นอกจากภาระดังกล่าวแล้ว ฮังการีจะเป็นประธานใหม่ของคณะมนตรีแห่งสหภาพยุโรปประเทศแรกที่มีโอกาสได้บริหารจัดการ “European semester” ซึ่งเป็นกระบวนการคู่ขนานของแนวทางนโยบายเศรษฐกิจภายใต้ Stability and Growth Pact โดย European semester นี้จะเริ่มมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2011 เป็นต้นไปเช่นเดียวกับการเริ่มวาระประธานใหม่ของคณะมนตรีแห่งสหภาพยุโรป ของฮังการี 

                        ส่วนแผน “ยุโรป 2020” ซึ่งจะมาแทนยุทธการลิสบอนที่จะหมดอายุลงในปีนี้ จะช่วยผลักดันการเติบโตทางเศรษฐกิจที่เน้นความยั่งยืน ซึ่งรวมถึงการสร้างตำแหน่งงาน การเพิ่มความสามารถในการแข่งขัน และการสร้างความเป็นเอกภาพในสังคม   อีกเครื่องมือสำคัญที่จะช่วยผลักดันการเติบโตทางเศรษฐกิจของอียู คือแผนการเพิ่มศักยภาพให้แก่ “ตลาดเดียว” ภายใต้กฎหมาย Single Market Act ฉบับใหม่ ซึ่งจะช่วยเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจและผู้ประกอบการอียู   โดยการเตรียมการทางด้านกฎหมาย ซึ่งฮังการีต้องผลักดัน จะต้องเสร็จสิ้นสมบูรณ์พร้อมใช้ได้ภายในปลายปี 2555 หรือในอีกสองปีข้างหน้า 

                          เนื่องจากฮังการีมีประชากรเชื้อสายโรมามากถึง 7 – 8 แสนคน จากประชากรโรมาทั้งหมดจำนวน 12 ล้านคนทั่วยุโรป (หรือร้อยละ 2 ของประชากรทั้งหมดของฮังการี และอาจมีมากถึงร้อยละ 4 – 5 หากนับบุคคลเชื้อสายโรมาที่ไม่ได้รับการลงเบียนอย่างถูกต้องตามกฎหมาย)  ซึ่งฮังการีก็อ้างว่าประชากรเหล่านี้มีความรู้สึกว่าตนเองเป็น “ฮังกาเรียน”  ดังนั้น ในวาระที่ดำรงตำแหน่งประธานใหม่ของคณะมนตรีแห่งสหภาพยุโรป ฮังการีจึงต้องการเดินหน้าผลักดันการใช้งบประมาณและนโยบายอียูที่มีอยู่แล้วในด้านการให้ความช่วยเหลือชาวโรมาให้สามารถปรับตัวเข้ากับสังคมได้ (social conditions and integration) ให้มีผลออกมาอย่างเป็นรูปธรรมมากขึ้น  โดยคณะกรรมาธิการยุโรปจะมีรายงานในเรื่องดังกล่าว ออกมาประมาณเดือนเมษายน 2554

                           อีกเรื่องสำคัญที่เชื่อมโยงกับประเด็นนี้  ที่ฮังการี ในวาระประธานฯ ต้องการจะผลักดัน คือการรวมเอาโรมาเนียและบัลกาเรีย เข้าไว้ในเขต Schengen    ทั้งนี้ แม้ว่าประเทศทั้งสองจะเข้าเป็นสมาชิกอียูเมื่อวันที่ 1 มกราคม 2550 แล้วก็ตาม แต่ด้วยความกังวลจากประเทศสมาชิกเก่า ว่าทั้งสองอาจไม่สามารถปฏิบัติตามกฎหมายประชาคมยุโรป (European Community Law) ได้ เนื่องจากยังไม่มีระบบตุลาการและการต่อสู้คอรัปชั่นที่มีประสิทธิภาพดีพอ   เส้นตายที่จะให้ทั้งสองประเทศเข้าร่วมเขต Schengen (มีนาคม 2554) จึงดูเหมือนจะต้องถูกเลื่อนออกไป   

                            ล่าสุดปัญหาชาวโรมา ซึ่งมีจำนวนประชากรมากที่สุดในโรมาเนียและบัลกาเรีย  เป็นประเด็นสำคัญที่ทำให้ประเทศสมาชิกยุโรปตะวันตก ยิ่งแสดงความไม่มั่นใจในการที่จะให้ทั้งสองประเทศนี้เข้ามาเป็นสมาชิก Schengen ด้วย  โดยเฉพาะฝรั่งเศสและอิตาลี ที่กลัวว่าสิทธิการย้ายถิ่นฐานโดยเสรีดังกล่าวจะทำให้มีประชากรจากสองประเทศนี้ทะลักเข้ามาในยุโรปตะวันตก

                             อีกประเด็นสำคัญที่ฮังการีต้องการจะทำให้สำเร็จ ในวาระประธานฯ คือการผลักดันให้โครเอเชียได้เข้าเป็นสมาชิกอียู ซึ่งนั่นหมายถึงผลประโยชน์ของฮังการีเองด้วย  เนื่องจากทั้งสองประเทศมีชายแดนร่วมกันเป็นแนวยาว โดยฮังการีจะต้องทำให้จุดมุ่งหมายนี้สำเร็จก่อนการเลือกตั้งประธานาธิบดีสาธารณรัฐฝรั่งเศส ซึ่งจะเกิดขึ้นในเดือนเมษายน 2555 ทั้งนี้  เพื่อหลีกเลี่ยงการแทรกแซงทางการเมืองในช่วงเปลี่ยนผ่านดังกล่าว  

ข้อมูลภูมิหลัง

                             เดิมทีตำแหน่งประธานคณะมนตรีแห่งสหภาพยุโรปที่ประเทศสมาชิกผลัดกันเป็นประเทศละหกเดือน หรือที่เรียกว่า rotating Presidency นี้เป็นตำแหน่งที่อยู่ภายใต้สถาบันคณะมนตรียุโรป (European Council) ซึ่งเป็นสถาบันหลักสถาบันหนึ่งของอียู เป็นเวทีที่ 27  ประเทศสมาชิกใช้ปกป้องส่งเสริมผลประโยชน์ของตน อย่างไรก็ดี สนธิสัญญาลิสบอน ที่มีผลบังคับใช้เมื่อปลายปี 2009 ทำให้ประเทศที่ดำรงตำแหน่งประธานคณะมนตรีแห่งสหภาพยุโรป (Presidency of the Council of the European Union)  มีอำนาจลดน้อยลง กล่าวคือ  แม้ว่าจะยังคงมีบทบาท   หลักในการจัดและเป็นประธานที่ประชุมรัฐมนตรีตามสาขาหรือที่เรียกว่าคณะมนตรีด้านต่างๆ ของสหภาพยุโรป เช่น        คณะมนตรีด้านการคลัง คณะมนตรีด้านการเกษตร ฯลฯ ก็ตาม  แต่ไม่ได้ดำรงตำแหน่งประธานคณะมนตรีด้านกิจการต่างประเทศอีกต่อไป เพราะสนธิสัญญาลิสบอนกำหนดให้ประธานคือ EU High Representative for Foreign Affairs and Security Policy (Baroness Catherine Ashton จากสหราชอาณาจักร ได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งเป็นคนแรก) นอกจากนี้ ประเทศที่ดำรงตำแหน่งประธานคณะมนตรีแห่งสหภาพยุโรปจะไม่ได้ดำรงตำแหน่งประธานคณะมนตรียุโรป หรือ President of the European Council อีกต่อไปเช่นกัน    เพราะสนธิสัญญาลิสบอนกำหนดให้คณะมนตรียุโรปกลายเป็นสถาบัน EU ที่แยกต่างหากและสมบูรณ์ในตัวเอง  มีประธานซึ่งได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งวาระละ  2 ปีครึ่ง ซึ่งจะทำให้การบริหารและประสานงานในการกำหนดนโยบายมีความต่อเนื่อง       (นายแวน รอมเปย  อดีตนายกรัฐมนตรีเบลเยียม ได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งเป็นคนแรก)              

                               โดยสรุป ประเทศที่ได้รับ ตำแหน่ง rotating presidency ถูกลดทอนบทบาทในฐานะผู้แทนอียูในการดำเนินความสัมพันธ์กับประเทศ ที่สามหรือในองค์การระหว่างประเทศ   เพราะสนธิสัญญาลิสบอนกำหนดให้ EU High Representative for Foreign Affairs and Security Policy มีอำนาจหน้าที่ดำเนินนโยบายร่วมด้านต่างประเทศและความมั่นคง โดยจะมีบทบาทในการเสนอข้อเสนอเกี่ยวกับนโยบาย และเป็นผู้แทนของสหภาพยุโรปในต่างประเทศในประเด็นเกี่ยวกับนโยบายร่วมด้าน ต่างประเทศและความมั่นคง  ในขณะที่กำหนดให้ President of the European Council เป็นผู้แทนของสหภาพยุโรปในเรื่องนี้เช่นกัน แต่ “ในระดับและศักยภาพของตน” (หมายเหตุ: EU High Representative for Foreign Affairs  and Security Policy มีระดับเทียบได้กับรัฐมนตรีว่าการต่างประเทศ  ในขณะที่ President of the European Council มีระดับเทียบได้กับประมุขของรัฐ)        

                                 

————————————————–