วิกฤตเศรษฐกิจในยุโรปทำให้หลายคนตั้งคำถามเกี่ยวกับอนาคตของเงินสกุลยูโรว่าจะกลับมาสดใสได้อีกหรือไม่ เพราะอนาคตเงินยูโรมีนัยยะสำคัญต่อเศรษฐกิจและการรวมตัวของประเทศสมาชิกสหภาพยุโรปหรืออียู ในฐานะผู้นำเศรษฐกิจการค้าโลก

                    แม้ช่วงนี้จะมีข่าวลือหนาหูเรื่องการล่มสลายของเงินสกุลยูโร
แต่นักเศรษฐศาสตร์ชั้นนำของยุโรปหลายท่านมองว่าวิกฤตครั้งนี้กลับเป็น
เงื่อนไขที่นำไปสู่การปฏิรูปโครงสร้างและแก้ไขกลไกการทำงานของเศรษฐกิจยุโรป
ครั้งใหญ่ ที่น่าจะทำให้อียูมีความเข้มแข็งและเป็นปึกมากขึ้น
และความสามารถทำงานเชิงรุก
ที่มิใช่เพียงแค่ตั้งรับความผันผวนของตลาดเหมือนเช่นเดิม

                    วิกฤตเศรษฐกิจในยุโรปทำให้หลายคนตั้งคำถามเกี่ยวกับอนาคตของเงินสกุลยูโรว่าจะกลับมาสดใสได้อีกหรือไม่ เพราะอนาคตเงินยูโรมีนัยยะสำคัญต่อเศรษฐกิจและการรวมตัวของประเทศสมาชิกสหภาพยุโรปหรืออียู ในฐานะผู้นำเศรษฐกิจการค้าโลก

                    แม้ช่วงนี้จะมีข่าวลือหนาหูเรื่องการล่มสลายของเงินสกุลยูโร แต่นักเศรษฐศาสตร์ชั้นนำของยุโรปหลายท่านมองว่าวิกฤตครั้งนี้กลับเป็นเงื่อนไขที่นำไปสู่การปฏิรูปโครงสร้างและแก้ไขกลไกการทำงานของเศรษฐกิจยุโรปครั้งใหญ่ ที่น่าจะทำให้อียูมีความเข้มแข็งและเป็นปึกมากขึ้น และความสามารถทำงานเชิงรุก ที่มิใช่เพียงแค่ตั้งรับความผันผวนของตลาดเหมือนเช่นเดิม

                    ท่ามกลางวิกฤตเศรษฐกิจที่โหมกระหน่ำเขตเงินสกุลยูโร เราได้เห็นผู้นำหลายคนของยุโรปออกมาให้ความมั่นใจว่า อย่างไรเสียจะไม่มีใครทิ้งเงินสกุลนี้ แล้ววิ่งกลับไปใช้เงินสกุลเดิมของตนอย่างแน่นอน

                     ล่าสุด ประธานาธิบดี นีกอลา ซาร์กอซี กล่าวในสุนทรพจน์ต้อนรับปีใหม่ทางโทรทัศน์ว่า “ขอให้พี่น้องชาวฝรั่งเศสอย่าได้เชื่อข่าวลือว่าเราจะเลิกใช้เงินยูโร” เพราะ “จุดจบของเงินยูโร ก็คือจุดจบของยุโรปนั่นเอง” ซึ่งสิ่งนี้ก็เป็นสิ่งเดียวกับที่นายแฮร์มัน แวน รอมเปย ประธานคณะมนตรียุโรป ตอกย้ำไว้เช่นเดียวกัน

                      แม้แต่นางเองเกลา เมอร์เคิล ผู้นำของเยอรมนี ซึ่งเป็นประเทศสมาชิกอียูที่ต้องแบกรับภาระที่จะต้อง “เบลเอาท์” (bailout) กรีซและไอร์แลนด์ ก็ยังให้ความมั่นใจว่า แม้เยอรมนีจะต้องรับภาระดังกล่าว แต่เยอรมนีไม่มีความตั้งใจแต่อย่างใดที่จะถอนตัวออกจากเงินสกุลยูโร แล้วกลับไปใช้ดอยทช์มาร์คอย่างเดิมแทน

                       แน่นอนว่าผู้นำเหล่านี้ก็ต้องสร้างความมั่นใจให้สาธารณชนอุ่นใจไว้เป็นธรรมดา แต่น่าแปลกที่ความคิดเห็นของนักวิเคราะห์จากสถาบันต่างๆ ที่เป็นผู้เชี่ยวชาญเรื่องอียูก็มีมุมมองไปในลักษณะเดียวกันว่า เงินสกุลยูโรจะไม่ล่มสลาย อย่างที่มีการลือกัน

                       นายเกรแฮม บิชอบ นักวิเคราะห์การเงินการคลังยุโรปแถวหน้า กล่าวในบทสัมภาษณ์โดยสำนักข่าวบีบีซีว่า ผู้ที่คิดว่าเยอรมนีจะถอนตัวออกจากเงินสกุลยูโร อาจลืมนึกถึงความสำคัญทางประวัติศาสตร์ของการรวมตัวกันของประเทศต่างๆ ในยุโรปหลังสงครามโลกครั้งที่สอง เพื่อสันติภาพ ความมั่นคงและเสถียรภาพของยุโรป โดยเฉพาะอย่างยิ่งการกระชับความสัมพันธ์ระหว่างเยอรมนีและฝรั่งเศส ที่บาดหมางกันมาในอดีต 

                        หากมองด้านผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ เยอรมนียิ่งไม่น่าที่จะยอมถอนตัว เพราะจะได้ไม่เท่ากับเสีย กล่าวคือ ปัจจุบันเยอรมนีมีบัญชีเดินสะพัดเกินดุลอยู่ที่ 200 พันล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี จากการส่งสินค้าออกไปจำหน่ายทั่วโลก ซึ่งคิดเป็นตำแหน่งงาน 300 ล้านตำแหน่ง หากเงินยูโรล่มสลาย เงินสกุลต่างๆ ของประเทศในยุโรปจะอ่อนค่าสวนทางกับดอยทช์มาร์คของเยอรมนี ซึ่งหมายความว่า เยอรมนีจะสูญเสียรายได้ถึง 200 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ในทุกๆ ปี เมื่อเทียบกับสิ่งที่จะได้จากการนำเงินที่เหลือเหล่านี้ไปให้กู้ผ่านช่องทางต่างๆ ด้วยกำลังให้กู้สูงสุด 100 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ และเมื่อเป็นเงินกู้ อย่างไร เยอรมนีก็จะได้เงินจำนวนนี้คืน

                         นักวิเคราะห์มองว่ากระแสวิกฤตเศรษฐกิจปัจจุบันไม่ได้เลวร้ายอย่างที่คิด  อย่างน้อยที่สุดวิกฤตครั้งนี้ก็นำไปสู่การจัดตั้งกองทุนช่วยเหลือ (bail-out fund) อันมีมูลค่า 7 แสน 5 หมื่นล้านยูโร และคณะทำงานพิเศษด้านธรรมาภิบาลเศรษฐกิจของอียู ซึ่งเป็นสองนวัตกรรมที่มีผลดีต่อความเป็นปึกแผ่นของยูโรโซนในระยะยาว โดยย้ำว่าสองสิ่งนี้จะไม่เกิดขึ้น หากไม่มีวิกฤติครั้งนี้  

                          ที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจของ นายแวน รอมเปย ประธานคณะมนตรียุโรป ก็เห็นด้วยว่าประชาสังคมประเมินความสามารถของมาตรการตอบโต้วิกฤตเศรษฐกิจของยุโรปต่ำเกินไป  พร้อมชี้ สิ่งที่เกิดขึ้นกับกรีซและไอร์แลนด์เป็นสัญญาณเตือนว่า ถึงเวลาแล้วที่การบูรณาการของประเทศสมาชิกอียูจะต้องเดินหน้าไปมากกว่าขั้น “ตลาดเดียว” หรือ “ตลาดร่วม” เพื่อให้ไปถึงขั้นการบูรณาการทางเศรษฐกิจที่สมบูรณ์ ซึ่งหมายถึงการรวมกันของนโยบายการเงินและการคลัง ซึ่งในปัจจุบันเป็นแบบต่างคนต่างไป 

                          คณะทำงานพิเศษด้านธรรมาภิบาลเศรษฐกิจของอียู ที่ตั้งขึ้นเพื่อแก้ไขวิกฤตครั้งนี้โดยเฉพาะ ได้เรียกร้องให้แต่ละประเทศรักษาวินัยทางการคลังที่รัดกุมขึ้น มีสถาบันการคลังที่เข้มแข็งขึ้น มีการสอดส่องดูแลเศรษฐกิจที่กว้างขวางขึ้น และทำงานร่วมกันมากขึ้น โดยที่ประชุมคณะมนตรียุโรป เห็นชอบให้แก้ไขสนธิสัญญาลิสบอนอย่างจำกัด เพื่อรองรับการจัดตั้งกลไกถาวรเพื่อแก้ไขปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจ หรืออีเอสเอ็ม (ESM—European Stability Mechanism) อันจะเป็นการช่วยเสริมสร้างรากฐานให้เข้มแข็ง เพื่อการบรรลุเป้าหมายที่ระบุไว้ในยุทธศาสตร์ “ยุโรป 2020”

                           เรื่องนี้ ถือเป็นชัยชนะของเยอรมนีที่สามารถเรียกร้องให้มีกลไกป้องกันวิกฤตสภาพคล่องเช่นในกรีซในสนธิสัญญาได้สำเร็จ นับเป็นการตอบสนองทางการเมืองภายใน ที่ชาวเยอรมันไม่ต้องการให้เงินภาษีของตน ต้องถูกใช้ไปอุ้มประเทศที่ขาดวินัยทางงบประมาณ

                            นอกจากนี้ ยังออกกฎใหม่ให้ลงโทษประเทศที่มีแนวโน้มเบี่ยงแบนออกจาก “convergence criteria” (หรือมาตรฐานการเงินและการคลังที่ทุกประเทศในเขตเงินยูโรต้องรักษาร่วมกัน) เร็วและเข้มงวดมากขึ้นกว่าเดิม กล่าวคือ จากที่แต่ก่อน คณะการมาธิการยุโรปจะปรับประเทศในเขตยูโรโซน ที่มีสัดส่วนหนี้ต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศหรือจีดีพี เกินร้อยละ 60 และที่มีตัวเลขการขาดดุลงบประมาณเกินร้อยละ 3 ของจีดีพี  มาเป็นการลงโทษประเทศที่มีหนี้ต่อจีดีพีเกินร้อยละ 60 แม้ว่าประเทศสมาชิกนั้นๆ จะมีตัวเลขการขาดดุลงบประมาณไม่เกินร้อยละ 3 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศก็ตาม  ทั้งนี้ประเทศสมาชิกที่ละเมิดกฎจะถูกลงโทษแต่เนิ่นๆ

                            ด้านที่ปรึกษากระทรวงการคลังและเศรษฐกิจของคณะกรรมาธิการยุโรป มองว่ากลไกการเงินและการคลังของยุโรปยังอ่อนแอ ทำงานไม่ทันการ และขาดการวางแผนล่วงหน้า อาทิ ไม่มีการสำรองเงินที่ได้ขณะเศรษฐกิจขาขึ้นเพื่อรองรับวิกฤติ โดยเห็นด้วยว่า นวัตกรรมการคลังและมาตรการลงโทษที่เข้มข้นและจริงจัง อันเป็นสิ่งคณะทำงานพิเศษของอียูสร้างขึ้นเป็นสิ่งที่ดี

                            อย่างไรก็ดีนักวิชาการบางท่านค้านว่า ต้นตอของวิกฤตเศรษฐกิจครั้งนี้ แท้จริงแล้วเกิดจากการขาดกลไกธรรมาภิบาลที่ดี เห็นได้ชัดว่า ทั้งประเทศสมาชิกและตัวอียูเองมีวินัยการคลังที่หละหลวม ซึ่งทำให้เกิดการ “โกงตัวเลข” โดยรัฐบาลกรีซ นับเป็นความผิดพลาดของนักเศรษฐศาสตร์ที่ไม่ให้ความสำคัญเพียงพอกับตัวเลขที่สามารถบ่งชี้ได้ว่าพวกเขากำลังจะเจอวิกฤติ  นักวิชาการสายนี้มองว่าทางออกคือ อียูต้องมีการวิเคราะห์เศรษฐกิจ ที่บอกเล่าความจริงของสถานการณ์ที่ดีกว่านี้   

                            ในยุโรปการปรุงแต่งการก้าวกระโดดของตัวเลขการเติบโตทางเศรษฐกิจใช้ไม่ได้กับการหาเสียงของนักการเมืองเสมอไป เพราะประชาสังคมที่ฉลาดย่อมจะถามต่อว่า การเติบโตนี้จะยั่งยืนแค่ไหน ประเด็นการประกาศลดสวัสดิการสังคมต่างๆ ก็เช่นกัน คงจะเป็นได้แค่ทางออกระยะสั้นเท่านั้น เพราะสิ่งที่ประชาสังคมต้องการคือการฟื้นตัวและการเติบโตทางเศรษฐกิจยุโรปที่ยั่งยืน

                             ยุโรปคงใช้เวลากับการสร้างเสถียรภาพของการบูรณาการทางการเงินและการคลังอีกสักระยะ แต่เราน่าจะได้เห็นเงินยูโรที่กลับสดใส เป็นปึกแผ่น และแข็งแกร่งมากขึ้น หลังการปฏิรูปครั้งใหญ่นี้หรือไม่คงต้องติดตามกันต่อไป