ภายใต้ “ยุทธการยุโรป 2020” ที่อียูหวังว่าจะพายุโรปออกจากวิกฤตเศรษฐกิจได้ มาตรการหนึ่งที่ใช้เพิ่มความสามารถในการแข่งขัน สร้างงานและขยายอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของยุโรปที่คณะกรรมาธิการเสนอ คือการให้บริษัทข้ามชาติที่เข้ามาลงทุนและมีสาขาในอียู สามารถนำบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง ในสาขาที่อียูขาดแคลน เข้ามาทำงานในอียูได้ง่ายขึ้นและสามารถเดินทางได้อย่างเสรีภายในอียู ภายในระยะเวลาไม่เกินสามปี อย่างไรก็ดีร่างระเบียบนี้ได้รับการวิพากษ์วิจารณ์ว่าอาจซ้ำซ้อนกับ กฎระเบียบ “อียูบลูการ์ด” และยังมีช่องโหว่อยู่มาก ซึ่งอาจนำไปสู่การ “ทุ่มตลาดแรงงาน” 

ร่างกฎระเบียบการย้ายโอนบุคลากรบริษัทข้ามชาติภายในอียู (Proposal for a directive on conditions of entry and residence of third-country nationals in the framework of an intra-corporate transfer) เป็นร่างที่คณะกรรมาธิการยุโรปเสนอต่อรัฐสภายุโรปและคณะมนตรียุโรป ในเดือนกรกฎาคม 2010 เพื่อลดขั้นตอนและความยุ่งยากในการขอใบอนุญาติทำงานแก่บุคลากรจากประเทศที่สามของบริษัทข้ามชาติที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง ในสาขาที่อียูขาดแคลน

ร่างดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของแผนการใช้การเข้าเมืองอย่างถูกต้องตามกฎหมาย (Policy Plan on Legal Migration) เพื่อพัฒนาศักยภาพทางเศรษฐกิจของอียู ที่คณะกรรมาธิการเสนอไว้ในปี 2005 โดยกฎระเบียบการรับแรงงานทักษะสูงให้เข้ามาพำนักอาศัยในอียู หรือที่นิยมเรียกกันว่าระเบียบ “อียูบลูการ์ด” ก็อยู่ภายใต้แผนนี้ด้วย 

มาเรีย อเซนิอุส หัวหน้าคณะทำงานแผน Policy Plan on Legal Migration ภายใต้กระทรวงมหาดไทยของอียู กล่าว ในการอภิปรายภายใต้หัวข้อ “Does crisis Europe need more skilled migrants? The debate on intra-corporate transferees” ณ ศูนย์นโยบายยุโรป (European Policy Centre) ในวันที่ 11 มกราคม 2554 ว่า ถึงเวลาแล้วที่อียูจะต้องทำให้ตัวเองน่าสนใจขึ้น ในสายตาของแรงงานที่มีความเชี่ยวชาญพิเศษ เพราะในอนาคตประเทศอย่างสหรัฐอเมริกา แคนนาดา และจีนก็จะแข่งขันแย่งแรงงานเหล่านี้เช่นกัน “ดังนั้น ร่างระเบียบ ICT (Intra-company transfer) นี้จึงเป็นผลประโยชน์ของอียูเอง ไม่ใช่ของใครอื่น”

โดยเฉพาะในภาวะที่ยุโรปกำลังประสบปัญหาขาดแคลนแรงงานหรือบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง ในการรองรับการเติบโตทางเศรษฐกิจ โดยสาขาที่ขาดแคลนมากได้แก่ วิศวกรรม วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี เทคโนโลยีสารสนเทศ สาธารณสุข และคณิตศาสตร์ เนื่องจากเยาวชนรุ่นใหม่ของยุโรปสนใจเรียนต่อด้านดังกล่าวนี้น้อยลงมาก 

ในปี 2008 เยอรมนีไม่สามารถหาวิศวกรจำนวน 64,000 อัตรามารองรับความต้องการของอุตสาหกรรมของตนได้ ซึ่งทำให้เกิดมูลค่าความเสียหายต่อเศรษฐกิจเยอรมนีถึง 6.6 พันล้านยูโร 

อเซนิอุสย้ำด้วยว่า หากยุโรปยังจะต้องการรักษาความเป็นรัฐสวัสดิการให้คงอยู่ ร่างระเบียบ ICT และบลูการ์ดดูจะเป็นทางออกที่ดีที่สุดในตอนนี้ เพราะภายในปี 2050 ยุโรปจะเหลือคนทำงานเพียง 2 คน—จากปัจจุบัน 4 คน—ต่อการรับผิดชอบผู้รับบำนาญ 1 คน

ตัวแทนภาคเอกชน อธิบายว่า บริษัทข้ามชาติต้องการให้อียูออกร่างระเบียบ ICT เนื่องจากไม่ได้รับความสะดวกในการขอใบอนุญาตเข้าเมืองและพำนักอาศัยแก่บุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง เพราะแม้ว่าตลาดของอียูจะมีลักษณะเป็น “ตลาดเดียว” แต่ประเทศสมาชิกอียูแต่ละประเทศก็ยังมีกฎระเบียบที่ไม่เหมือนกัน ซึ่งนั่นหมายถึง บริษัทเหล่านี้ต้องเจอกับระเบียบที่แตกต่างกันถึง 27 ระเบียบด้วยกัน ซึ่งเป็นการเสียเวลาและค่าใช้จ่าย โดยกระบวนการมีระยะเวลาตั้งแต่ 2-3 อาทิตย์ จนถึงหลายๆ เดือน และเนื่องจากมีความไม่แน่นอนสูง เมื่อถูกปฏิเสธคำร้องขอ บริษัทต้องเริ่มกระบวนการใหม่ทั้งหมดอีกครั้ง
 

ด้วยเหตุนี้ ร่างกฎระเบียบ ICT จึงผลักดันให้เกิด
1)    การมีกระบวนการขอใบอนุญาตที่มีขั้นตอน และคำจำกัดความต่างๆ เหมือนกันทั่วทั้งอียู เพื่อความสะดวก รวดเร็วและโปร่งใส
2)    การใช้ชื่อเดียวกันทั่วทั้งอียูเรียกใบอนุญาต
3)    การมีช่องทาง “fast track” ในการขอใบอนุญาตให้มีระยะเวลาแล้วเสร็จไม่เกิน 30 วัน
4)    การควบคุมการเคลื่อนไหวของบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะทางที่จ้างโดยบริษัท (ICTs—intra-corporate transferees)
5)    การอำนวยความสะดวกให้ครอบครัวของ ICTs สามารถเข้าพำนักในอียูกับตัว ICTs ได้  

การตัดสินใจเรื่องจำนวน ICTs ที่บริษัทจะสามารถนำเข้ามาในอียูได้ ตามสนธิสัญญา เป็นอำนาจของประเทศสมาชิก “คณะกรรมธิการยุโรปไม่สามารถบังคับประเทศสมาชิกให้รับบุคลากรเหล่านี้ได้ หากนั่นไม่ใช่สิ่งที่ประเทศสมาชิกต้องการ [เนื่องจากแต่ละประเทศมีสถานการณ์และความต้องการแตกต่างกันไป] หน้าที่ของเราคือการออกระเบียบปฏิบัติ ในกรณีที่ประเทศสมาชิกต้องการนำบุคลากรเหล่านี้เข้ามาในอียู” อเซนิอุส หัวหน้าคณะทำงาน แผน Policy Plan on Legal Migration ภายใต้กระทรวงมหาดไทยของอียู กล่าว

นอกจากนี้ตัวแทนภาคเอกชนเสริมว่า การมีระบบโควต้า ไม่ใช่วิธีที่ดี เพราะจะนำไปสู่การมีตลาดมืดและการขายโควต้า การแข่งขันเสรีในระบบตลาดเป็นระบบโควต้าที่ดีที่สุด เพราะมันจะควบคุมตัวมันเอง

ส่วนระยะเวลาสูงสุดที่อียูจะอนุญาตให้บุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง (“managers” / “specialists”) พำนักอาศัยและเคลื่อนย้ายได้เสรีในอียูนั้นคือ 3 ปี ในขณะที่ “เจ้าหน้าที่ฝึกงาน” (“trainee”) ได้สิทธิ 12 เดือน

อย่างไรก็ดี แม้ตัวแทนคณะกรรมาธิการจะยืนยันว่าอียูต้องการคนเหล่านี้ เพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขัน และเพื่อรองรับการขยายตัวทางเศรษฐกิจ ตาม“ยุทธการยุโรป 2020”  ตัวแทนของ European Trade Union Confederation (ETUC) แสดงความกังวลว่า ร่างระเบียบดังกล่าวไม่มีการนิยามคำจำกัดความของ “ผู้จัดการ” “ผู้เชี่ยวชาญพิเศษ” หรือ “เจ้าหน้าที่ฝึกงาน” ที่รัดกุมเพียงพอ ซึ่งจะตกเป็นเป้าการหาประโยชน์จากผู้ฉวยโอกาสได้ อาทิการทุ่มตลาดแรงงานในอียูด้วยแรงงานราคาถูกจากประเทศที่สาม
ความอ่อนไหวของร่างระเบียบนี้อาจทำให้เกิดความไม่พอใจทางการเมืองในกลุ่มคนหนุ่มสาวของยุโรปที่อยู่ในภาวะ “overqualified workforce” คือแม้จะจบการศึกษาสูง แต่ไม่มีตำแหน่งงานที่เหมาะสมกับระดับการศึกษา เนื่องจากเพดานการเกษียณอายุทำงานเพิ่มขึ้นในหลายๆ ประเทศในอียู 

นอกจากนี้ ตัวแทน ETUC ยังตั้งคำถามอีกด้วยว่า ร่างระเบียบ ICT นี้จะซ้ำซ้อนกับระเบียบอียูบลูการ์ดหรือไม่ ซึ่งเป็นคำถามที่ตัวแทนกรรมาธิการยุโรปยังไม่ได้ให้คำตอบอย่างเพียงพอ และหากอียูอนุญาตให้บริษัทข้ามชาตินำบุคลากรจากประเทศที่สามเข้ามาทำงานในอียูได้ง่ายขึ้น  บุคลากรของอียูจะได้รับสิทธิ์อย่างเดียวกันจากประเทศนั้นๆ อย่างต่างตอบแทนด้วยหรือไม่ 

เนื่องจากไทยเป็นประเทศที่สาม ประเทศหนึ่ง ที่พลเมืองมีความประสงค์จะออกไปทำงานในอียู  ฝ่ายไทยจึงควรติดตามความเคลื่อนไหวภายใต้แผน Policy Plan on Legal Migration ของกรรมาธิการฯ ดังนี้คือ

–    ต้นปี 2011: คณะมนตรีและสภายุโรปจะอนุมัติร่างระเบียบ “single permit” และกระบวนการรับแรงงานจากประเทศที่สามหรือไม่ (ดูเพิ่มเติมที่ http://news.thaieurope.net/content/view/3689/168/)
–    มิถุนายน 2011: เส้นตายที่ประเทศสมาชิกจะต้องโอนกฎระเบียบ “อียูบลูการ์ด” เข้าใช้เป็นกฎหมายแห่งชาติ
–    มกราคม – มิถุนายน 2011: สภายุโรปและประเทศสมาชิกอภิปราย หารือ ร่างกฎระเบียบการย้ายโอนบุคลากรบริษัทข้ามชาติภายในอียู (ICT) และแรงงานว่าจ้างตามฤดูกาล (seasonal workers)