ลิเบียเป็นฐานที่มั่นสุดท้ายในแอฟริกาของจักรวรรดิออตโตมันก่อนถอนตัวออกจากดินแดนแห่งนี้ในปี ค.ศ. 1923 หลังจากพ่ายแพ้สงครามโลกครั้งที่ 1 ซึ่งนำไปสู่การล่มสลายของจักรวรรดิออตโตมัน และการจัดตั้งสาธารณรัฐตุรกีสมัยใหม่ในเวลาต่อมา  ในปี ค.ศ. 1972 หรือประมาณ 50 ปีต่อมา ลิเบียเป็นตลาดต่างประเทศแห่งแรกที่กองทัพผู้เหมาก่อสร้างตุรกีได้กรีฑาทัพ เข้าไปทำธุรกิจ  ในช่วงระยะเวลา 37 ปี ตั้งแต่ปีค.ศ. 1972 – 2009  โครงการก่อสร้างในลิเบียที่ดำเนินการโดยบริษัทก่อสร้างตุรกีมีจำนวน 409 โครงการ รวมมูลค่ากว่า 23.06 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ  ทั้งนี้ ในปี ค.ศ. 2009  ลิเบียได้กลายมาเป็นตลาดก่อสร้างใหญ่อันดับหนึ่งของตุรกี แทนที่รัสเซีย โดย  มีจำนวนโครงการทั้งหมด 41 โครงการ มูลค่ารวม 3.86 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ

                    เหตุผลที่บริษัทก่อสร้างตุรกีเลือกเข้าสู่ตลาดลิเบียเป็นแห่งแรก เนื่องจากในขณะนั้น ลิเบียพยายามเปิดประตูสู่โลกภายนอก มีความต้องการโครงสร้างพื้นฐาน อาคารที่พักอาศัย และสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ จำนวนมาก กอปรกับนาย Mohammed Mangush ข้าราชการระดับสูงในกระทรวงโยธาธิการของลิเบียในขณะนั้น ได้รับการศึกษาในตุรกี  จึงช่วยขจัดอุปสรรคขวากหนาม   และกรุยทางให้แก่ผู้รับเหมาก่อสร้างตุรกีไปได้ระดับหนึ่ง  STFA เป็นบริษัทตุรกีแห่งแรกที่เข้าไปรับงานก่อสร้างในลิเบีย ปัจจุบัน มีบริษัทก่อสร้างตุรกีประมาณ 110 บริษัทที่ดำเนินธุรกิจอยู่ในประเทศนี้      

                    นอกเหนือจากสายสัมพันธ์ทางประวัติศาสตร์ ศาสนา และวัฒนธรรม  ความกล้าเสี่ยงเป็นอีกปัจจัยสำคัญที่ทำให้ผู้รับเหมาก่อสร้างตุรกีประสบความสำเร็จในลิเบีย  ในช่วงที่ลิเบียถูกประชาคมระหว่างประเทศคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจในช่วงทศวรรษที่ 1980 และ 1990  ผู้รับเหมา ก่อสร้างตุรกี บางรายได้ทิ้งงานและออกจากตลาดลิเบีย แต่บางรายยังคงปักหลักอยู่รับงานที่นั่น แม้ว่าฝ่ายลิเบียจะติดค้างการชำระเงิน  ซึ่งในเวลาต่อมา รัฐบาลตุรกีได้ยื่นมือเข้าไปช่วยเจรจาไกล่เกลี่ยหนี้สิน  แม้ว่าในขณะนี้ยังไม่สามารถข้อยุติได้ทุกกรณี เนื่องจากฝ่ายลิเบียอ้างว่า ผู้รับเหมาตุรกีบางรายทิ้งงานกลางคัน และบางรายติดค้างการชำระค่าสาธารณูปโภค อย่างไรก็ตาม  เรื่องนี้มิได้เป็นปัญหาใหญ่สำหรับผู้รับเหมาตุรกีส่วนใหญ่ ซึ่งให้ความสำคัญ  และมองไปที่โอกาสทางธุรกิจปัจจุบัน และอนาคตมากกว่า       

                   การยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจของสหประชาชาติในปี ค.ศ. 2003 ทำให้ลิเบียกลับมาเป็นตลาดก่อสร้างที่น่าสนใจของนักธุรกิจต่างชาติอีกครั้ง ปริมาณน้ำมันสำรองมหาศาลเป็นแหล่งที่มาของทรัพยากรเงินทุนสำหรับใช้ในการพัฒนาเศรษฐกิจ และโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ     ก่อให้เกิดการขยายตัวของภาคธุรกิจก่อสร้าง  ในโอกาสครบรอบ 40 ปีของการก่อตั้งสาธารณรัฐเมื่อปี       ค.ศ. 2009  รัฐบาลลิเบียได้ประกาศแผนการลงทุนพัฒนาประเทศมูลค่า 150 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ในช่วง 5 ปีข้างหน้า ทั้งการก่อสร้างและปรับปรุงซ่อมแซมถนนหนทาง  ท่าอากาศยาน  ท่าเรือ  ระบบไฟฟ้า และน้ำประปา  การพัฒนาถนนเลียบชายฝั่งความยาว 2,000 กิโลเมตร เพื่อรองรับอุตสาหกรรมท่องเที่ยว รวมทั้งสิ่งอำนวยความสะดวกเพื่อรองรับจำนวนประชากรที่เพิ่มขึ้น  เช่น  อาคารที่พักอาศัยจำนวน 420,000 หลังในกรุงตริโปลีซึ่งจะก่อสร้างแล้วเสร็จภายในปี ค.ศ. 2013  โรงเรียน โรงพยาบาล ศูนย์เยาวชนและสนามกีฬา ศูนย์วัฒนธรรม เป็นต้น        

                    แม้ว่าตลาดก่อสร้างในลิเบียจะมีโอกาสทางธุรกิจมากมาย แต่การทำธุรกิจในประเทศนี้มิได้มีความสะดวกราบรื่น ปัญหาสำคัญของผู้รับเหมาตุรกีคือ ฝ่ายลิเบียไม่ยอมรับหนังสือค้ำประกันที่ออกโดยธนาคารตุรกีซึ่งเป็นผลมาจากปัญหาในภาคการเงินการธนาคารในตุรกีเมื่อหลายปีก่อน    ทำให้ผู้รับเหมาตุรกีต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นเพื่อขอการค้ำประกันร่วม (counterguarantee) จากธนาคารในยุโรป การปรับเปลี่ยนข้อกำหนดเกี่ยวกับภาษีศุลกากรบ่อยครั้งซึ่งส่งผลต่อต้นทุนทางการเงินของโครงการ ทั้งที่อยู่ระหว่างการดำเนินงาน และที่อยู่ในขั้นตอนการประมูล กฎหมายแรงงานฉบับใหม่ของลิเบียกำหนดให้บริษัทต่างชาติต้องจ้างคนงานชาวลิเบียร้อยละ 30  ของจำนวนคนงานของบริษัท  การขาดแคลนแรงงานฝีมือ และคุณภาพของแรงงานชาวลิเบีย  อัตราค่าแรงของคนงานตุรกีที่เพิ่มสูงขึ้น และภาระเบี้ยประกันสังคมที่บริษัทก่อสร้างตุรกีต้องจ่ายให้แก่คนงานตุรกี  นอกจากนี้ ยังมีปัญหาความไม่ปลอดภัยหรือโจรกรรม โดยเฉพาะโครงการที่อยู่ในเขตนอกเมือง       

                    รัฐบาลตุรกีตระหนักถึงปัญหาเหล่านี้ และพยายามหาทางแก้ไขปัญหา การเดินทางเยือนลิเบียอย่างเป็นทางการของนาย Recep Tayyip Erdoğan นายกรัฐมนตรีตุรกี ระหว่างวันที่       23 – 25 พฤศจิกายน ค.ศ. 2009 นับเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญต่อการพัฒนาความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจของทั้งสองประเทศ รวมทั้งมีความหมายยิ่งต่อนักธุรกิจก่อสร้างตุรกี นอกเหนือจากความตกลงยกเว้นการตรวจลงตราซึ่งกันและกันซึ่งจะช่วยอำนวยความสะดวกในการเดินทางติดต่อธุรกิจแล้ว ยังมีการลงนามในข้อตกลงด้านการค้าและเศรษฐกิจอีก 7 ฉบับ ซึ่งรวมถึงการส่งเสริมและคุ้มครองการลงทุน การเกษตร และบริการรับเหมาก่อสร้างและที่ปรึกษาด้านวิศวกร       

                    ในภาคธุรกิจก่อสร้าง  ได้มีการคลี่คลายปัญหาหนังสือค้ำประกัน  โดยรัฐบาลลิเบีย ตกลงยอมรับหนังสือค้ำประกันที่ออกโดยธนาคารรัฐของตุรกี  ส่วนในอนาคต เมื่อตุรกีเข้าไปเพิ่มทุนในธนาคาร Arap-Türk  แล้ว หนังสือค้ำประกันซึ่งออกโดยธนาคารดังกล่าวจะเป็นยอมรับของฝ่ายลิเบีย โดยไม่ต้องมีการค้ำประกันร่วมอีก แต่ในทางปฏิบัติ ฝ่ายลิเบียยังคงบ่ายเบี่ยงที่จะปฏิบัติตามสิ่งที่ได้ตกลงไว้  นอกจากนี้  Turkish Contractors Association เห็นว่า การยอมรับหนังสือค้ำประกันที่ออกโดย ธนาคาร Arap-Türk เพียงแห่งเดียวเป็นเรื่องที่ไม่สะดวกในทางปฏิบัติ  เนื่องจากมิใช่ผู้รับเหมาตุรกี  ทุกรายที่ต้องการติดต่อกับธนาคารแห่งนี้  แต่ในการทำธุรกิจ นักธุรกิจย่อมต้องการติดต่อกับสถาบันการเงินที่ตนรู้จักคุ้นเคย หรือมีเครดิตอยู่  นอกจากการแก้ไขปัญหาหนังสือค้ำประกันแล้ว รัฐบาลตุรกีและลิเบียยังตกลงจัดตั้ง  Construction Working Group โดยฝ่ายตุรกีประกอบด้วย Undersecretariat for Foreign Trade, Turkish Contractors Association และสมาคมวิชาชีพอื่นๆ  ที่เกี่ยวข้องกับบริการรับเหมาก่อสร้าง ส่วนฝ่ายลิเบียประกอบด้วยหน่วยงานสำคัญ เช่น Organization for Development of Administrative Centers, Housing and Infrastructure Board, Libya Projects Supreme Council  เป็นต้น คณะทำงานนี้จะทำหน้าที่พิจารณาหาทางแก้ไขปัญหาที่บริษัทก่อสร้างตุรกี กำหนดโครงการความร่วมมือต่างๆ  และคอยติดตามการดำเนินการของโครงการเหล่านี้ เช่น การฝึกอบรมวิชาชีพให้แก่แรงงานชาวลิเบีย เป็นต้น        

                     นอกจากนี้ ยังมีการลงนามใน  MoU ว่าด้วยการร่วมลงทุนในแอฟริกา  และมีการจัดตั้ง Foreign Trade and Investment  Working Group เพื่อส่งเสริมการจัดตั้งบริษัทร่วมทุนระหว่างตุรกีกับลิเบีย  การจัดตั้งเขตอุตสาหกรรมพิเศษในลิเบีย และการร่วมลงทุนในประเทศอื่นๆ ในแอฟริกาด้วย เนื่องจากในปัจจุบัน รัฐบาลลิเบียไม่ต้องการเห็น ผู้รับเหมาตุรกีเข้าไปรับงานก่อสร้างในประเทศเท่านั้น แต่ยังคาดหวังว่านักธุรกิจตุรกีจะเข้าไปลงทุนโดยตรงอีกด้วย ทั้งสาขาเกษตร การผลิตอาหาร การท่องเที่ยว การประมง  การรักษาพยาบาล และการศึกษา รวมทั้งใช้ลิเบียเป็นฐานการผลิตสินค้าเพื่อส่งออกไปยังประเทศอื่นๆ ในแอฟริกา