หลังถูกวิกฤตเศรษฐกิจโหมกระหน่ำ เราได้เห็นอียูและประเทศสมาชิก ออกแผนการรับมือวิกฤตนี้กันอย่างกว้างขวาง อาทิ  การประกาศใช้นโยบายการเงินการคลังแบบรัดตัว  การออกพันธบัตรสกุลเงินยูโร เพื่อช่วยเหลือประเทศสมาชิกที่ประสบวิกฤต การแก้ไขสนธิสัญญาลิสบอนแบบจำกัด เพื่อรองรับการจัดตั้งกลไกถาวรเพื่อแก้ไขปัญหาวิกฤต thaieurope.net สรุปเรื่องราวเหล้านี้ มาให้ฟังกันอย่างเป็นภาพรวม  ดังนี้ 

•    สมาชิกอียูที่ประสบปัญหาวิกฤติประเทศแรกๆ ใช้นโยบายการเงินการคลังแบบรัดตัว เพื่อช่วยรักษาเสถียรภาพ ศก. และการเงิน ซึ่งไม่เป็นที่นิยมนักเพราะเกิดการประท้วงขึ้นในหลายประเทศ โดยเฉพาะกรีซที่มีการประท้วงรุนแรงมากที่สุด ต่อมา เมื่อการเก็งกำไรค่าเงินยูโรยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง สมาชิกอียูอื่นๆ ก็ต้องหันมาใช้นโยบายการเงินการคลังแบบรัดตัวอย่างถ้วนหน้า โดยในเดือน พ.ค. 2553 รัฐบาลอิตาลีได้ประกาศมาตรการนโยบายการคลังเพื่อลดการขาดดุลงบประมาณลง 24 พันล้านยูโรภายใน 2 ปี เช่นเดียวกับสเปน ประธานอียูก่อนหน้านี้ ที่ประกาศจะลดการขาดดุลงบประมาณลง 15 พันล้านยูโร

•    ในเดือน มิ.ย. 2553 เยอรมนี ซึ่งเป็นประเทศที่มีขนาด ศก. ใหญ่ที่สุดในอียู ได้ประกาศปรับลดรายจ่ายและขึ้นภาษี เพื่อลดการขาดดุลงบประมาณลง 80 พันล้านยูโรภายในปี 2556 ก่อนหน้านี้ สหราชอาณาจักร แม้จะไม่ใช่สมาชิกยูโรโซน ประกาศตัดรายจ่ายลง 7 พันล้านยูโร เพื่อลดการขาดดุลงบประมาณซึ่งอยู่ที่ร้อยละ 11.5 ของ GDP ซึ่งเกินกว่าร้อยละ 3 ของ GDP ที่สมาชิกอียูต้องยึดมั่นตามพันธกรณี Stability and Growth Pact หรือ SGP

•    นอกจากการเร่งจัดการกับปัญหาหนี้สาธารณะ และตัดงบรายจ่ายแล้ว นับตั้งแต่เกิด ‘Sub-prime Crisis’ ในปี 2551 ในสหรัฐฯ และแพร่ขยายมาถึงยุโรปในปี 2552 สมาชิกอียูได้ตกลงที่จะสนับสนุนประเทศสมาชิกที่ประสบปัญหาวิกฤติในรูปแบบการค้ำประกันเงินกู้ผ่านการออกพันธบัตรสกุลเงินยูโร เพื่อเป็นการส่งสัญญาณ และสร้างความมั่นใจในเสถียรภาพของค่าเงินยูโร และสภาพ ศก. โดยรวมในยุโรปให้กับตลาดการเงินโลก

•    ต่อมา เมื่อวันที่ 7 มิ.ย. 2553 รัฐมนตรีคลังของสมาชิกยูโรโซนได้ลงนามความตกลงร่วมกับ IMF เพื่อจัดตั้งโครงการความช่วยเหลือด้านการเงินในรูปแบบเงินกู้ (Special Purpose Vehicle – SPV) ระยะเวลา 3 ปี มูลค่า 750 พันล้านยูโร เพื่อช่วยเสริมสร้างเสถียรภาพของเงินสกุลยูโร และป้องกันการลุกลามของปัญหาวิกฤตการเงินในอนาคต โดย SPV ดังกล่าวจะดำเนินในรูปแบบของบริษัทที่จะสามารถระดมเงินทุนผ่านการออกพันธบัตร/ตราสารหนี้ที่ได้รับการค้ำประกันโดยรัฐบาลของสมาชิกยูโรโซน ทั้งนี้ ภายใต้ SPV คณะกรรมาธิการยุโรปจะสนับสนุนวงเงิน 60 พันล้านยูโร และสมาชิกยูโรโซนจะสนับสนุนแบบทวิภาคีอีก 440 พันล้านยูโร ส่วนที่เหลือ 250 พันล้านยูโรจะมาจาก IMF 

•    โครงการ SPV เป็นส่วนหนึ่งของมาตรการแก้ไขปัญหาวิกฤติ ซึ่งจะต้องทำคู่ขนานกับการปฏิรูปธรรมาภิบาลด้าน เศรษฐกิจภายใต้การกำกับดูแลของประธานอียูคนปัจจุบัน นายวอน รอมเปย ซึ่งตั้งคณะทำงานเพื่อรองรับงานด้านนี้โดยเฉพาะ สาระสำคัญของแนวทางการปฏิรูปธรรมาภิบาลเศรษฐกิจคือ การให้อำนาจคณะกรรมาธิการยุโรปในการพิจารณาร่างงบประมาณรายจ่ายของรัฐบาลสมาชิกอียูสำหรับปีถัดไปก่อนที่จะมีการบังคับใช้ ซึ่งจะทำให้สามารถประเมินได้ว่า การจัดทำงบประมาณตั้งอยู่บนพื้นฐาน และสมมติฐานที่ถูกต้อง และสอดคล้องกับแผนงานของอียู เช่น Stability and Growth Pact ในภาพรวมหรือไม่ โดยเฉพาะระดับหนี้สาธารณะ ประสิทธิภาพในการผลิต รายรับ และการขาดดุลงบประมาณ อันจะเป็นการช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดปัญหาวิกฤติในอนาคตดังที่เกิดขึ้นในกรีซ ซึ่งพบว่ามีการปกปิดข้อมูลหนี้สาธารณะจนทำให้เกิดวิกฤติในภายหลัง

•    นอกจากนี้ ยังมีการพิจารณาถึงความจำเป็นของการมีมาตรการลงโทษสมาชิกที่ละเมิดพันธกรณี SGP ด้วย เช่น การบังคับให้สมาชิกอียูต้องกันเงินสำรองในรูปแบบบัญชีเงินฝากที่ให้ดอกเบี้ยหากไม่มีพัฒนาการที่ดีพอในการลดหนี้สาธารณะ และภาวการณ์ขาดดุลงบประมาณตาม SGP การระงับเงินช่วยเหลือจากกองทุน Cohesion Fund การเสนอร่างกฎหมายบังคับให้ผู้บริหารกองทุนเก็งกำไรต้องจดทะเบียน และเปิดเผยผลการตัดสินใจ และกิจกรรมการลงทุนในตลาดการเงิน รวมทั้งข้อเสนอให้พิจารณาเก็บภาษีธุรกรรมการเงินเพื่อกันเป็นเงินสำรองหากเกิดวิกฤติในอนาคต เป็นต้น ซึ่งทั้งหมดนี้กำลังอยู่ภายใต้การพิจารณาของคณะมนตรียุโรปในปัจจุบัน

•    ที่ประชุมคณะมนตรียุโรปเมื่อเดือน ต.ค. 2553 ได้รับรองรายงานฉบับสุดท้ายของคณะทำงานฯ ของนายวอน รอมเปย มีสาระสำคัญคือ (ก) การจัดตั้ง “fast track approach” เพื่อออกกฎหมาย/ระเบียบใช้บังคับข้อเสนอแนะต่างๆ โดยกำหนดให้ คณะกรรมาธิการยุโรป เสนอร่างกฎหมาย/ระเบียบใหม่ที่เกี่ยวข้องให้คณะมนตรีฯและรัฐสภายุโรปรับรองภายในปี 2554 (ข) ให้ที่ประชุมรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องของอียูหาข้อสรุปเรื่องผลกระทบของการปฏิรูประบบประกันสังคม (pension reform) ต่อภาระงบประมาณของประเทศสมาชิกภายในเดือน ธ.ค. 53 (ค) ให้จัดตั้งกลไกบริหารวิกฤติแบบถาวร (permanent crisis resolution mechanism) (ง) มอบหมายให้ประธานคณะมนตรีฯ หารือกับสมาชิกเรื่องการปรับแก้สนธิสัญญาลิสบอนอย่างจำกัด (limited treaty change) โดยเงื่อนไขสำคัญคือการแก้ไขใดๆ จะต้องไม่กระทบต่อข้อบทที่ 125 เรื่อง “no-bail out” (จ) ให้ ประธานคณะมนตรีฯ เร่งหารือกับสมาชิกเรื่องบทลงโทษ โดยเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับการตัดสิทธิลงคะแนนเสียงกรณีที่มีการละเมิดพันธกรณีและก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อเสถียรภาพของยูโรโซน และ (ฉ) ให้เร่งพิจารณาหาข้อสรุปเรื่องงการจัดทำแผนงบประมาณแบบ Multi-annual Financial Framework  

•    ต่อมาเมื่อเดือน ธ.ค. 2553 ที่ประชุมคณะมนตรียุโรปเห็นชอบให้แก้ไขสนธิสัญญาลิสบอนอย่างจำกัดเพื่อรองรับการจัดตั้งกลไกถาวรเพื่อแก้ไขปัญหาวิกฤติ ศก. และการเงินในกลุ่มยูโรโซนในอนาคต (European Stability Mechanism – ESM) โดยกำหนดให้จัดตั้ง ESM ให้แล้วเสร็จภายในเดือน ม.ค. 2556 เพื่อสามารถนำมาใช้แทนกลไก European Financial Stability Facility (EFSF) และ European Financial Stabilization Mechanism (EFSM) ซึ่งจะหมดอายุในเดือน มิ.ย. 2556 ทั้งนี้ มีการกำหนดร่างถ้อยคำในการแก้ไขสนธิสัญญาลิสบอนโดยสมาชิกจะต้องหารือและการรับรองร่างถ้อยคำแล้วเสร็จภายในเดือน มี.ค. 2554 หลังจากนั้น แต่ละประเทศสมาชิกอียูต้องให้ความเห็นชอบร่างถ้อยคำภายในปี 2555 และให้การแก้ไขสนธิสัญญาฯ ใดๆ มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. 2556 เป็นต้นไป นอกจากนี้ คณะมนตรีฯ ยังเร่งรัดให้สมาชิกเร่งหาข้อสรุปต่อร่างกฎหมายด้านธรรมาภิบาล ศก. ที่เกี่ยวข้อง 6 ฉบับตามข้อเสนอของคณะทำงาน ด้านธรรมาภิบาลเศรษฐกิจ ภายใต้นายวอน รอมเปย และให้คณะกรรมาธิการยุโรปเร่งสรุปประเด็นต่างๆ เพื่อสามารถเสนอร่างข้อเสนอ Multiannual financial framework ฉบับใหม่ได้ภายในเดือน มิ.ย. 2554  

•    นับเป็นพัฒนาการที่ดีที่ปัจจุบันดัชนีชี้วัดต่างๆ เริ่มส่งสัญญาณถึงการฟื้นตัวจากวิกฤติที่รุนแรงที่สุด เศรษฐกิจยุโรปในปัจจุบันเริ่มมีการเติบโต ในขณะที่อัตราการว่างงานเริ่มหยุดนิ่ง แม้จะมีปัญหาความผันผวนของตลาดตราสารหนี้เกิดขึ้นเป็นระยะ หรือความกังขาที่สาธารณะยังคงมีอยู่ต่อสถานะความมั่นคงของสถาบันการเงินยุโรปก็ตาม 

•    ล่าสุดมีการคาดการณ์ว่า GDP ของอียูจะขยายตัวประมาณ 1.75% ในปี 2553 – 2554 และ 2.0% ในปี 2555  เป็นการปรับขึ้นจากคาดการณ์เดิมในช่วงฤดูใบไม้ผลิ อันเป็นผลมาจากการฟื้นตัวที่ดีกว่าที่คาดการณ์ไว้ อย่างไรก็ดี แนวโน้มการอ่อนตัวลงของสภาวะเศรษฐกิจโลก บวกกับการตัดลดงบประมาณรายจ่ายของสมาชิกอียู อาจทำให้ระบบเศรษฐกิจและการเงินชะลอตัวได้ในช่วงปลายปี 2553 และปี 2554 แต่จะกลับมาดีขึ้นในปี 2555 จากการขยายตัวของอุปสงค์ภาคธุรกิจและผู้บริโภค  ทั้งนี้ คาดการณ์ว่า การส่งออกไม่น่าสามารถขยายตัวได้อย่างต่อเนื่อง แต่จะมีอุปสงค์ภายในที่ดีขึ้นมาช่วยค้ำ ซึ่งน่าจะมาจากการขยายตัวของการลงทุน และการเพิ่มการใช้จ่ายของผู้บริโภค  โดยทั้งหมดนี้จะขึ้นอยู่กับสมมติฐานที่ว่า มีการลดลงของอัตราการว่างงาน รายรับมีการขยายตัว และเงินเฟ้ออยู่ในระดับต่ำ

————————————–