เมื่อวันที่ 13 เมษายน 2554 กรรมาธิการการค้าสหภาพยุโรปได้ลงนามในความตกลงการค้ากับโคลอมเบียและเปรู โดยคาดว่าความตกลงดังกล่าวจะลดภาษีนำเข้าเป็นมูลค่าถึง 500,000 ล้านยูโร รวมทั้งจะมีผลในการเปิดตลาดของทั้งสองฝ่าย รวมถึงการสร้างสภาพแวดล้อมทางการค้าให้มีความมั่นคงยิ่งขึ้น และสามารถคาดการณ์ได้ 

                     กรรมาธิการการค้าสหภาพยุโรปได้สรุปผลประโยชน์สำคัญที่จะเกิดจากความตกลงดังกล่าว ว่า จะเป็นการเปิดโอกาสด้านการตลาดสำหรับสินค้าอุตสาหกรรมหลักของสหภาพยุโรปหลายรายการที่จะได้ประโยชน์จากการยกเลิกภาษี ตัวอย่างเช่น อุตสาหกรรมรถยนต์และส่วนประกอบจะได้ประโยชน์กว่า 33 ล้านยูโร เคมีภัณฑ์จะได้ประโยชน์ประมาณ 16 ล้านยูโร และสิ่งทอจะได้ประโยชน์ 60 ล้านยูโร ส่วนสาขาที่มีการลดภาษีอย่างเห็นได้ชัด คือ ผลิตภัณฑ์ยาและผลิตภัณฑ์โทรคมนาคม             

                      นอกจากนี้ อียูจะเปิดตลาดแก่ผู้ส่งออกจากเปรูและโคลอมเบีย โดยมีการเปิดการค้าเสรีทันทีในสินค้าอุตสาหกรรมและประมง และลดภาษีลงอย่างมากในสินค้าเกษตร ซึ่งจะมีผลดีต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจและการจ้างงาน รวมทั้ง value chain ของทั้งสองประเทศ แต่อย่างไรก็ตาม ความตกลงการค้านี้จะมีระเบียบวินัยที่เคร่งครัดกว่าที่ตกลงกันในกรอบพหุภาคี เช่น ในเรื่องอุปสรรคที่มิใช่ภาษีต่อการเปิดตลาด การแข่งขัน ความโปร่งใส และสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญา ฯลฯ โดยเฉพาะจะช่วยคุ้มครองสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์กว่า 200 รายการในตลาดเปรูและโคลอมเบีย    

                      ในขณะเดียวกัน อียูจะช่วยส่งเสริมแนวปฏิบัติที่ดีที่สุดระหว่างประเทศ (Internationally agreed best practices) และจะสร้างสภาพแวดล้อมที่มีความโปร่งใส ไม่เลือกปฏิบัติ และคาดการณ์ได้ แก่นักลงทุนและผู้ประกอบการด้วยกลไกไกล่เกลี่ย (mediation mechanism) ที่กำหนดขึ้นเพื่อแก้ไขอุปสรรคที่มิใช่ภาษี และถ้าจำเป็นก็จะใช้กลไกระงับข้อพิพาทระหว่างสองฝ่ายที่มีความก้าวหน้าและทันสมัย รวมไปถึงการจัดทำบทบัญญัติว่าด้วยความร่วมมือที่มุ่งส่งเสริมให้มีการแข่งขัน มีนวัตกรรมการผลิตที่มันสมัย การอำนวยความสะดวกทางการค้า และการถ่ายทอดเทคโนโลยีระหว่างคู่ค้าภายใต้ความตกลง   

                       ความตกลง FTA ที่อียูทำกับเปรูและโคลอมเบียนี้ ถือเป็นความสำเร็จที่สำคัญอีกประการหนึ่งของอียู ในการพยายามจัดทำความตกลง FTA กับประเทศในภูมิภาคต่างๆทั่วโลก หลักจากที่อียูสรุปผลเจรจาและลงนามในความตกลง FTA กับสาธารณรัฐเกาหลีในปี 2010ที่ผ่านมานี้เป็นประเทศล่าสุด ซึ่งการจัดทำ FTA ระดับสองฝ่ายที่มีเพิ่มขึ้นนั้น ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากสถานการณ์การเจรจารอบโดฮาในปัจจุบันที่ประสบความชะงักงัน และมีทีท่าว่าจะล้มเหลว สำหรับในส่วนของการทำ FTA กับไทย จากแถลงการณ์ของกรรมาธิการการค้าสหภาพยุโรปต่อที่ประชุมกรรมาธิการการค้าระหว่างประเทศ (INTA) ของรัฐสภายุโรป ทราบว่า สมาชิกอาเซียนรวมทั้งไทยก็เป็นเป้าหมายที่สำคัญที่อียูต้องการเจรจา FTA ด้วย เพราะเกรงว่าหากไม่เร่งทำความตกลงกับสมาชิกอาเซียนแล้ว อียูจะสูญเสียตลาดอาเซียนให้กับประเทศคู่แข่งอย่างง่ายดาย