นาย Karel De Gucht กรรมาธิการการค้าสหภาพยุโรปให้สัมภาษณ์ International Centre for Trade and Sustainable Development เกี่ยวกับการให้สิทธิประโยชน์ GSP แก่ประเทศกำลังพัฒนาและพัฒนาน้อยที่สุด
โดยมีสาระสำคัญสรุปได้ ดังนี้
 

                    1.    อะไรคือวัตถุประสงค์หลักของข้อเสนอ GSP ใหม่

                    -เป้าหมายหลักเน้นให้การสนับสนุนประเทศที่มีความต้องการมากที่สุด เช่นประเทศพัฒนาน้อยที่สุดและประเทศที่มีรายได้ต่ำ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าสิทธิประโยชน์ที่ให้แก่ประเทศที่พัฒนามากกว่าจะถูกตัดไปอย่างถาวร เพราะหากสถานการณ์ในประเทศเหล่านั้นแย่ลง ก็ยังมีสิทธิที่จะได้รับสิทธิประโยชน์ GSP กลับคืน              

                    -รายชื่อประเทศที่จะได้รับสิทธิ GSP จะถูกกำหนดในช่วงสุดท้ายของกระบวนการออกกฎหมาย  ซึ่งการต่ออายุ GSP ปัจจุบันออกไปจนถึงสิ้นปี 2013 ก็เพื่อให้มีเวลาในการปรับตัวก่อนเข้าสู่ระบบใหม่

                    -จะผ่อนคลายหลักเกณฑ์ด้านเศรษฐกิจสำหรับประเทศที่ต้องการสิทธิประโยชน์ภายใต้ GSP+ แต่ประเทศเหล่านั้นก็ต้องปฏิบัติตามสนธิสัญญาระหว่างประเทศเรื่องสิทธิมนุษยชน สิทธิแรงงาน การพัฒนาที่ยั่งยืนและธรรมาภิบาลอย่างเคร่งครัด

                    2. ทำไมจึงใช้รายได้ต่อหัว (income per capita) เป็นหลักเกณฑ์เดียว ทำไมจีน อินเดีย และไทยจึงจะยังคงได้ประโยชน์ต่อไป ในขณะที่ประเทศอัฟริกา เช่นกาบองและหมู่เกาะเล็กๆ เช่น ปาเลา ถูกตัดสิทธิ์

                   – จากการสำรวจความเป็นไปได้ต่างๆ เพื่อหาตัวชี้วัดที่จะนำไปสู่เป้าหมายที่เป็นธรรม และสะท้อนความเป็นจริงว่าประเทศต่างๆ มีการพัฒนาในระดับที่ต่างกันแล้ว พบว่า “รายได้ต่อหัว” เป็นตัวชี้วัดที่ดีที่สุดเพราะวัตถุประสงค์หลักของ GSP นั้นเชื่อมโยงกับรายได้ และไม่ต้องการเลือกปฏิบัติในหมู่ประเทศกำลังพัฒนา       

                   –  เมื่อ UNCTAD ให้กำเนิด GSP ในปี 1968 ได้ระบุไว้ชัดเจนว่าเพื่อช่วยขยายการส่งออกและยกระดับรายได้ ดังนั้น การใช้รายได้เป็นตัวกำหนดจึงเหมาะสมที่สุด ประกอบกับตัวเลขของ World Bank ก็มีประวัติที่ยาวนาน เป็นที่ยอมรับและใช้กันทั่วโลก
และมีการปรับให้ทันสมัยอยู่เสมอ ซึ่งโครงการ GSP ปัจจุบันก็ใช้ตัวเลขดังกล่าว  

                   –  World Bank จัดกาบองอยู่ในระดับ upper middle income เป็นเวลาติดต่อกัน 3 ปี โดยในปี 2009 มีรายได้ต่อหัว 7,370 ดอลล่าห์ ซึ่งสูงกว่าประเทศสมาชิกสหภาพฯ บางประเทศ  สูงเป็นสองเท่าของจีน (3,650 ดอลล่าห์) และไทย (3,760 ดอลล่าห์) และสูงเป็นหกเท่าของอินเดีย (1,220 ดอลล่าห์)                  

                   – อย่างไรก็ตาม ข้อเสนอใหม่จะคำนึงถึงสาขาที่แข่งขันได้ของจีน อินเดีย และไทยด้วยว่าไม่จำเป็นต้องได้สิทธิประโยชน์ต่อไป ซึ่งก็จะใช้หลักเกณฑ์ graduation ตัดสิทธิประโยชน์สาขาเหล่านั้น รวมถึงสาขาที่แข่งขันได้ในตลาดโลกด้วย เช่น จีนจะยังคงได้รับสิทธิประโยชน์ GSP ต่อไปในฐานะ lower income country แต่สินค้าส่งออกของจีนกว่าร้อยละ 99 จะถูกตัด GSP               

                   – ในชั้นนี้ ยังไม่เห็นว่ากาบองและหมู่เกาะปาเลาจะได้รับผลกระทบจากระบบใหม่ นอกจากนั้น บางประเทศที่ถูกตัด GSP ก็กำลังเจรจา FTA กับสหภาพฯ เช่น กาบองเจรจาภายใต้ the Central Africa-EU EPA  และปาเลาเจรจาภายใต้ the Pacific-EU EPA ซึ่งให้สิทธิประโยชน์มากกว่า
                   

                  3.  หากเป้าหมายอยู่ที่ประเทศที่มีความต้องการจริงๆ ทำไมจึงไม่ปรับปรุงรายการสินค้าและระดับการให้สิทธิประโยชน์                       

                   – เพราะจะกระทบต่อประเทศที่มีความต้องการจริงๆ เนื่องจากปัจจุบัน รายการสินค้าภายใต้ GSP ทั่วไปนั้น ประมาณร้อยละ 66 ของรายการสินค้าทั้งหมด ซึ่งถ้ารวมรายการสินค้าที่ภาษีเป็นศูนย์อยู่แล้วอีกร้อยละ 25 ก็จะทำให้ประเทศที่ได้รับสิทธิ GSP ทั่วไปได้รับสิทธิประโยชน์กว่าร้อยละ 91 ของรายการสินค้าทั้งหมด ดังนั้น หากปรับรายการสินค้าให้มีจำนวนมากขึ้นหรือเพิ่มระดับการให้สิทธิประโยชน์ภายใต้ GSP ทั่วไป ก็จะทำให้ประเทศที่ยากจนเสียเปรียบและได้รับแรงกดดันจากการแข่งขัน                    

                   4.  การที่กลไกการตัดสิทธิสินค้าผ่อนคลายมากขึ้น (ใช้เกณฑ์ร้อยละ 17.5 แทนร้อยละ 15)  ในขณะที่จำนวนประเทศที่ได้รับสิทธิลดลง จะมีผลให้สินค้าเข้าเพิ่มถึงระดับร้อยละ 17.5 เร็วและถูกตัดสิทธิเร็วขึ้นหรือไม่                                                 

                   – ได้กำหนดคำจำกัดความสินค้าแต่ละสาขาใหม่เพื่อให้สอดคล้องกัน   และเพื่อป้องกันมิให้เกิดปัญหาเช่นที่พบในปัจจุบันคือสินค้าที่ยังแข่งขันไม่ได้ถูกตัดสิทธิเพราะรวมอยู่ในพิกัดเดียวกับสินค้าที่แข่งขันได้                          

                   –  จะไม่มีการตัดสิทธิผู้ได้รับ GSP+ และประเทศพัฒนาน้อยที่สุด
                        

                   – ระบบ graduation ปัจจุบันไม่สามารถระบุสาขาที่มีความสามารถในการแข่งขันสูงได้ทุกสาขา จึงทำให้บางสาขายังคงได้สิทธิประโยชน์ต่อไปโดยไม่จำเป็น แต่ในอนาคต เมื่อจำนวนประเทศที่ได้รับสิทธิลดลงก็จะแก้ปัญหาดังกล่าวได้เพราะสาขาที่แข่งขันได้สูงก็จะถูกตัดสิทธิเร็วขึ้น ในขณะที่สินค้าที่ยังแข่งขันไม่ได้ก็จะไม่ถูกตัดสิทธิ ด้วยเหตุผลดังกล่าวจึงได้เพิ่มระดับ thresholds ให้สูงขึ้น
                  

                   5.   ทำไมประเทศที่สรุปการเจรจา FTA กับสหภาพฯ ถูกตัด GSP หรือ GSP+ แต่ EBA ไม่ถูกตัด                        

                   –  ประเทศที่ทำ FTA กับสหภาพฯ ได้สิทธิพิเศษเท่ากับหรือมากกว่าที่ได้รับภายใต้ GSP จึงมีการใช้ประโยชน์จาก GSP ต่ำ แสดงให้เห็นว่าเมื่อมี FTA แล้ว ก็ไม่จำเป็นต้องพึ่ง GSP อีกต่อไป                        

                   – สหภาพฯ มีพันธกรณีต่อประเทศที่มีความต้องการจริงๆ จึงยังคงให้ EBA แก่ประเทศพัฒนาน้อยที่สุดต่อไป โดย EBA ให้สิทธิประโยชน์มากกว่า FTA ยกเว้น EPA ที่ทำกับกลุ่มเอเซีย อัฟริกาและแปซิฟิก