ในฐานะที่ประเทศไทยเป็นประเทศที่ผลิตสินค้าเกษตรและอาหารรายใหญ่ประเทศหนึ่ง
ในโลก  การควบคุมความปลอดภัยด้านอาหาร (food safety) เป็นเรื่องสำคัญ
เพราะไม่เพียงเป็นกิจกรรมที่ช่วยยกระดับความปลอดภัยในการผลิตสินค้าเกษตรและ
อาหาร เพื่อสุขอนามัยของการบริโภคภายในประเทศเท่านั้น
การควบคุมความปลอดภัยในด้านดังกล่าว
ยังเปรียบเสมือนการติดอาวุธที่มีประสิทธิภาพให้แก่สินค้าของไทยที่ส่งออกไป
ขายในตลาดต่างๆ ในโลกอีกด้วย

สหภาพยุโรปหรืออียู
เป็นกลุ่มประเทศที่มีชื่อเสียงในด้านการเป็นเจ้าแห่งกฎระเบียบในเรื่องความ
ปลอดภัยของสินค้าทุกประเภท โดยเฉพาะสินค้าเกษตรและอาหาร
และแม้ความปลอดภัยด้านสินค้าเกษตรและอาหารจะไม่ใช่มาตรการ (กีดกัน)
ทางการค้าโดยตรงก็ตาม แต่กฎระเบียบในเรื่องดังกล่าว
ก็สามารถส่งผลกระทบต่อการเข้าถึงตลาดอียู
ซึ่งเป็นตลาดที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งในโลก ของผู้ส่งออกไทยได้

 

                    เมื่อต้นปีที่ผ่านมา กรมวิชาการเกษตรของไทยได้ตัดสินใจดำเนินมาตรการตรวจเข้มร้อยละ ๑๐๐ ของสินค้าผัก ๕ กลุ่ม ๑๖ ชนิด—๑. พืชกลุ่ม Ocimum spp. ได้แก่ กะเพรา โหระพา แมงลัก ยี่หร่า ๒. พืช  กลุ่ม Capsicum spp. ได้แก่พริกหยวก พริกชี้ฟ้า พริกขี้หนู ๓. พืชกลุ่ม Solanum melongena ได้แก่ มะเขือเปราะ มะเขือยาว มะเขือม่วง มะเขือเหลือง มะเขือขาว มะเขือขื่น ๔. พืช Memordica charantia ได้แก่ มะระจีน มะระขี้นก และ ๕. พืชกลุ่ม Eryngium foetidum ได้แก่ ผักชีฝรั่ง—ก่อนส่งออกไปยังอียู  ภายหลังจากอียูขู่จะห้ามนำเข้าผักไทยกลุ่มดังกล่าว หากยังคงตรวจพบปัญหาแมลงศัตรูพืชในผักไทยเหล่านี้ ซึ่งที่ผ่านมามีจำนวนถี่ขึ้นเรื่อยๆ สาเหตุส่วนหนึ่งที่ตรวจพบปัญหามากขึ้น อาจเพราะไทยส่งสินค้าออกมายังอียูเพิ่มมากขึ้นเนื่องจากสินค้าไทยได้รับความนิยมสูงขึ้นเรื่อยๆ ทำให้อียูมีการตรวจเข้มงวดมากขึ้น  และต่อมา กรมวิชาการเกษตรได้ออกมาตรการควบคุมพิเศษซึ่งได้เริ่มบังคับใช้ไปเมื่อวันที่ ๑๔ มีนาคม ๒๕๕๔ โดยกำหนดให้โรงคัดบรรจุของผัก ๑๖ ชนิด ต้องขอขึ้นทะเบียนกับกรมวิชาการเกษตร (Establishment List) จึงจะสามารถส่งออกมายังอียูได้

                    การออกมาตรการควบคุมพิเศษดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อแก้ไขปัญหาจากต้นน้ำถึงปลายน้ำ ให้โรงคัดบรรจุจดทะเบียนแจ้งสวนผักที่เป็นเครือข่าย (contracted farm) ว่ารับผักมาจากสวนผักใดบ้าง โดยสวนผักเองก็ถูกกำหนดมาตรฐานการปฏิบัติด้านการเกษตรที่ดี หรือ Good Agricultural Practice (GAP) และต้องจดทะเบียนว่าจะส่งผักให้แก่โรงคัดบรรจุใดบ้าง เรียกได้ว่าเป็นความพยายามครั้งใหญ่ที่จะปรับปรุงระบบตรวจสอบย้อนกลับทั้งระบบ เพื่อให้สามารถระบุได้ว่า ผักที่ส่งออกไปยังอียูมาจากฟาร์มและโรงคัดบรรจุใดบ้าง จนถึงปัจจุบัน กรมวิชาการเกษตร ได้ประกาศรายชื่อโรงคัดบรรจุที่ได้รับการตรวจสอบมาตรฐานให้ขึ้นทะเบียนผู้ได้รับอนุญาตส่งออกไปยังอียูได้เป็น ๔ รายแล้ว—ดูรายละเอียดได้ที่ http://news.thaieurope.net/content/view/3795/265/

                    ปัญหาความปลอดภัยด้านอาหารที่มีผลกระทบต่อการส่งออกและการค้า ไม่เพียงเกิดขึ้นกับประเทศกำลังพัฒนาอย่างไทยเท่านั้น อียูซึ่งเป็นกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว ก็เพิ่งประสบวิกฤตการณ์ความปลอดภัยด้านอาหารในช่วงการแพร่ระบาดของเชื้ออีโคไลในอียูเอง เดิมที แตงกวาสเปนถูกกล่าวหาว่าเป็นต้นตอการแพร่ระบาดของเชื้อแบคทีเรียดังกล่าว ทั้งๆ ที่ไม่มีรายงานผู้เสียชีวิตจากการติดเชื้อดังกล่าวในสเปนเลย แต่ด้วยการด่วนสรุปของเจ้าหน้าที่เยอรมัน ชาวไร่สเปนจึงจำใจต้องเก็บเกี่ยวผลผลิตของตนไปทำลายเป็นจำนวนนับไม่ถ้วนอย่างเสียเปล่า เพียงเพราะอียูประกาศเตือนภัยฉับพลัน (rapid alert) โดยที่ยังไม่ทราบต้นตอของการแพร่ระบาดที่แท้จริง จนทำให้แตงกวาของสเปนสูญเสียความน่าเชื่อถือในตลาดอย่างยากที่จะกลับคืนมา ไม่เฉพาะในตลาดประเทศสมาชิกอียูเอง แต่รวมถึงตลาดต่างประเทศ เช่น รัสเซียซึ่งในช่วงนั้นสูญเสียความมั่นใจ และตัดสินใจยกเลิกการนำเข้าผักทั้งหมดจากอียู ซึ่งสร้างความเสียหายอย่างมหาศาลไม่เฉพาะแก่เกษตรกรเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงบริษัทขนส่ง ตลาดขายส่งและขายปลีก และการจ้างงานในอุตสาหกรรมในห่วงโซ่ที่อยู่ได้ด้วยการพึ่งพาผลผลิตทางการเกษตรเหล่านี้ด้วย  ล่าสุด แถลงการณ์ของอียูสรุปออกมาแล้วว่า ต้นตอการแพร่ระบาดของเชื้ออีโคไล แท้ที่จริงแล้วมาจากถั่วงอกที่เพาะในเยอรมนี ความเสียหายทางเศรษฐกิจจำนวนมหาศาลจากวิกฤตการแพร่ระบาดของเชื้ออีโคไลในอียูครั้งนี้ ถือเป็นบทเรียนว่า ช่องว่างในการสื่อสารและการทำงานร่วมกันทั้งระหว่างหน่วยงานรัฐด้วยกันเองที่รับผิดชอบเรื่องความปลอดภัยด้านอาหารของแต่ละประเทศสมาชิก และระหว่างหน่วยงานรัฐดังกล่าวกับภาคเอกชน มีส่วนสำคัญในการชี้ชะตาชาวไร่ชาวนา ผู้ผลิตและผู้ส่งออก ตลอดห่วงโซ่การผลิต การขนส่งและการตลาด

                    สถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงบรัสเซลส์ ประเทศเบลเยียม ซึ่งทำหน้าที่เป็นคณะผู้แทนไทยประจำสหภาพยุโรปด้วย  เล็งเห็นว่า การควบคุมมาตรฐานความปลอดภัยด้านอาหาร นอกจากจะมีความจำเป็นอย่างยิ่งต่อสวัสดิภาพและอนามัยของผู้บริโภคภายในประเทศไทยเองแล้ว นับวันจะมีความสำคัญมากขึ้นต่อการค้าระหว่างประเทศ ซึ่งทำให้การแลกเปลี่ยนประสบการณ์ทั้งภายในประเทศและข้ามประเทศในเรื่องการควบคุมมาตรฐานความปลอดภัยด้านอาหาร นับเป็นเรื่องที่เป็นประโยชน์และมีความสำคัญต่อการขับเคลื่อนภาคการส่งออกสินค้าเกษตรและอาหารของไทย รวมถึงการส่งออกไปยังตลาดอียูซึ่งเป็นตลาดสำคัญแห่งหนึ่งของไทย ในยุคโลกาภิวัตน์นี้  ในการนี้ คณะผู้แทนไทยประจำสหภาพยุโรป จึงกำหนดจะจัดงานสัมมนาเกี่ยวกับเรื่องนี้ขึ้นที่กรุงเทพฯ ระหว่างวันที่ ๕-๖ กันยายน ๒๕๕๔ ณ โรงแรมพูลแมน คิงพาวเวอร์ กรุงเทพฯ ได้แก่ 1) งานสัมมนาเรื่อง ‘การควบคุมความปลอดภัยด้านอาหาร: คำแนะนำที่เป็นประโยชน์ต่อผู้ส่งออกไทย’ (Food safety control in selected EU member states: Useful tips for Thai exporters) ในวันจันทร์ที่ ๕ กันยายน และ 2) งานสัมมนาเชิงปฏิบัติการหัวข้อ ‘การทำงานร่วมกันของหน่วยงานควบคุมความปลอดภัยด้านอาหาร: ประสบการณ์และแนวทางปฏิบัติจากบางประเทศสมาชิกอียู’ (Coordinating food safety control: Experiences and practices from selected EU member states) ในวันอังคารที่ ๖ กันยายน โดยได้เชิญผู้เชี่ยวชาญจากประเทศสมาชิกสหภาพยุโรป ๒ ประเทศ มาร่วมเป็นวิทยากรพิเศษในการสัมมนาครั้งนี้ด้วย   ได้แก่ (๑) ประเทศเนเธอร์แลนด์- Mr. Freek van Zoeren, รองผู้ตรวจการ, Food and Consumer Product Safety Authority (VWA), Ministry of Economic Affairs, Agriculture and Innovation, the Netherlands  และ  (๒) ประเทศไอร์แลนด์- Mr. Raymond Ellard, ผู้อำนวยการฝ่ายตรวจสอบและดำเนินการให้เป็นไปตามระเบียบ, Food Safety Authority of Ireland (FSAI)   

                    วัตถุประสงค์ของงานสัมมนาวันแรก คือการเปิดโอกาสให้ภาคเอกชนไทยที่ส่งออกสินค้าเกษตรและอาหารไปยังอียูได้รับฟังข้อมูลและคำแนะนำโดยตรงจากเจ้าหน้าที่ระดับสูงขององค์กรประเทศสมาชิกอียู ซึ่งทำหน้าที่ตรวจสอบและควบคุมคุณภาพสินค้าดังกล่าวที่นำเข้าไปยังประเทศของตน  โดยเฉพาะเรื่องที่สำคัญ เช่น กฎระเบียบและมาตรฐานการส่งออก-นำเข้าสินค้าที่ประเทศดังกล่าวเน้นให้ความสำคัญ  วิธีการดำเนินงานตรวจสอบมาตรฐานของสินค้าที่นำเข้าหรือจำหน่ายภายในประเทศ   วิธีการจัดการในสถานการณ์วิกฤต  และประโยชน์สำหรับผู้ส่งออกจากการปฏิบัติตามกฎระเบียบดังกล่าว    

                    ส่วนงานสัมมนาวันที่สอง เน้นให้หน่วยงานภาครัฐที่รับผิดชอบเรื่องความปลอดภัยด้านอาหารของไทย ได้มีโอกาสศึกษาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับรูปแบบที่หลากหลายในการจัดการและบริหารองค์กร และการทำงานร่วมกันของหลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และเรียนรู้แนวทางปฏิบัติ ปัญหาและประสบการณ์ จากองค์กรในลักษณะเดียวกันจากประเทศสมาชิกอียู เพราะอาจนำมาปรับหรือประยุกต์ใช้กับระบบของไทยเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดในการควบคุมคุณภาพสินค้าอาหารภายในประเทศและเพื่อการส่งออกได้  

                    เหตุผลที่เลือกสรรเชิญผู้แทนจากหน่วยงานควบคุมมาตรฐานจากเนเธอร์แลนด์และไอร์แลนด์มาเป็นผู้อภิปรายรับเชิญในงานสัมมนานี้ เนื่องจากเห็นว่า เนเธอร์แลนด์ เป็นประเทศที่นำเข้าและส่งออกสินค้าเกษตรและอาหารเป็นจำนวนมาก อย่างไรก็ดี เนเธอร์แลนด์มีรูปแบบของการจัดการที่ เน้นความคล่องตัวในการอำนวยความสะดวกทางการค้าให้กับบริษัทต่างๆ ซึ่งนับเป็นรูปแบบที่ไทยอาจพิจารณาใช้ประโยชน์นำมาปรับระบบควบคุมมาตรฐานด้านสุขอนามัยและความปลอดภัยของสินค้าเกษตรและอาหารเพื่อการนำเข้า-ส่งออกของไทย ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น และสามารถแข่งขันกับตลาดโลกได้ดีขึ้น โดยเฉพาะในการส่งออกมายังสหภาพยุโรปซึ่งมีมาตรฐานในเรื่องดังกล่าวสูง  สำหรับไอร์แลนด์นั้น  มีความคล้ายคลึงกับประเทศไทย เนื่องจากเป็นประเทศที่ให้ความสำคัญด้านอุตสาหกรรมอาหาร มีผลผลิตทางการเกษตรมาก และส่งออกผลผลิตเหล่านั้นไปยังต่างประเทศเป็นจำนวนมาก  ด้วยความที่เป็นประเทศเกษตรกรรม ก่อนเข้าเป็นสมาชิกสหภาพยุโรป ไอร์แลนด์ก็เหมือนกับประเทศสมาชิกอื่นๆ ที่มีหลายหน่วยงานภายใน กำกับดูแลเรื่องความปลอดภัยด้านอาหารด้วยตนเอง อย่างไรก็ดี หลังเข้าเป็นสมาชิกสหภาพยุโรป—ซึ่งความเป็นตลาดร่วม ที่สินค้า บริการ แรงงาน และเงินทุนสามารถเคลื่อนไหวได้อย่างเสรี ทำให้ประเทศสมาชิกต้องปฏิบัติตามกฎระเบียบสหภาพยุโรป ร่วมกัน—ไอร์แลนด์ได้จัดตั้งหน่วยงาน FSAI ขึ้นทำหน้าที่เป็นองค์กรกลางที่กำกับดูแลเรื่องความปลอดภัยด้านอาหารขึ้น เพื่อให้สามารถปฏิบัติตามกฎระเบียบของสหภาพยุโรป ในการควบคุมการผลิตและอำนวยความสะดวกในการส่งออกให้ดีขึ้น โดยยังคงใช้หน่วยงานย่อยที่มีอยู่เหมือนเดิม ด้วยเหตุนี้ FSAI ของไอร์แลนด์จึงน่าจะเป็นกรณีศึกษาสำหรับประเทศไทยที่น่าสนใจ เนื่องจากมีโครงสร้างการผลิตคล้ายกัน และมีการทำงานร่วมกันของหลายหน่วยงาน

                    การสัมมนาข้างต้นมีแปลล่ามภาษาไทย-อังกฤษ-ไทย ผู้สนใจสามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมและดาวน์โหลดใบสมัครเพื่อเข้าร่วมการสัมมนาโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ ได้ที่หน้าหลักของเว็บไซต์ www.thaieurope.net