ที่ผ่านมา
ประเทศไทยในฐานะประเทศกำลังพัฒนาได้พึ่งพาสิทธิพิเศษทางการค้า ภายใต้ระบบ
GSP หรือ Generalised System of Preferences จากอียู
ทำให้สินค้าหลายประเภทจากไทย ไม่ว่าจะเป็นสินค้าส่งออกเกษตรสำคัญ อาทิ กุ้ง
หรือสินค้าอุตสาหกรรมหลัก อาทิ สินค้ากลุ่มยานยนต์
สามารถส่งเข้าไปขายในตลาดยุโรปได้ด้วยอัตราภาษีที่ต่ำกว่าปกติ
ช่วยให้ผู้ส่งออกของไทยได้เปรียบด้านราคาต่อประเทศคู่แข่งอีกหลายประเทศที่
มิได้รับสิทธิพิเศษดังกล่าว
อียูได้กำหนดเป้าประสงค์ของระบบ GSP
ไว้อย่างชัดเจนว่า GSP
มีไว้เพื่อช่วยลดความยากจนในประเทศกำลังพัฒนาผ่านการสร้างรายได้จากการ
ดำเนินการค้าระหว่างประเทศ
และยังเป็นการให้ความช่วยเหลือในเชิงการพัฒนาอย่างยั่งยืนและธรรมาภิบาลแก่
ประเทศกำลังพัฒนาด้วย ปัจจุบัน มีประเทศกำลังพัฒนาถึง 176
ประเทศที่ได้รับประโยชน์จากระบบ GSP ประเภทปกติของอียู นอกจากนั้น
ยังมีแรงจูงใจพิเศษภายใต้โครงการ GSP+ และโครงการ Everything But Arms
(EBA) สำหรับประเทศพัฒนาน้อยที่สุด

ในช่วงหลายปีที่ผ่าน สถานการณ์เศรษฐกิจการค้าโลกปรับเปลี่ยนไป จีนและอินเดีย และประเทศกำลังพัฒนาอีกหลายประเทศมีบทบาทผงาดขึ้นมาเป็นคู่แข่งทางการค้าของอียูอย่างปฏิเสธไม่ได้ จึงทำให้อียู ซึ่งก็ถูกล๊อบบี้อย่างมากโดยภาคธุรกิจและอุตสาหกรรมภายในอียูเอง เริ่มตั้งข้อสังเกตว่า ประเทศกำลังพัฒนาที่จัดอยู่ในกลุ่ม Advanced Emerging Countries อย่างจีนและอินเดีย ก็ไม่น่าจะเป็นประเทศที่ได้ประโยชน์สิทธิพิเศษทางการค้า GSP มากเท่าเดิม

จากสถิติของอียู จีนและอินเดียกลับกลายเป็นประเทศที่ได้รับประโยชน์จากระบบ GSP มากกว่าประเทศพัฒนาน้อยที่สุด และประเทศที่มีรายได้ต่ำ โดยได้รับสิทธิประโยชน์ถึงร้อยละ 40 ของการนำเข้าสินค้าภายใต้ระบบ GSP ทั้งหมดมายังอียู

ประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่ได้รับประโยชน์จากระบบ GSP มาก สถิติปี 2552 แสดงว่าไทยได้รับสิทธิประโยชน์ภายใต้ระบบ GSP เป็นอันดับที่ 2 ของโลก โดยได้ประโยชน์ในระดับอัตราภาษี 0 และอัตราภาษีมากกว่า 0 สำหรับสินค้าหลากหลายหมวดหมู่ คิดเป็นมูลค่าประมาณ 4.5 ล้านยูโร รองจากอินเดีย (13.7 ล้านยูโร) ไทยจึงถูกอียูจับตาอยู่เช่นกัน

เพื่อให้ระบบ GSP มีความโปร่งใสและเป็นธรรม อียูกำหนดให้มีการทบทวนระบบ GSP เพื่อพิจารณาตัดสิทธิและคืนสิทธิแก่ประเทศที่สามที่ได้ประโยชน์ทุกๆ 3 ปี โดยอียูจะคำนวณสถิติการนำเข้าส่งออกของสินค้าแต่ละหมวดหมู่จากประเทศที่สาม นอกจากนั้น ยังมีการใช้เกณฑ์ระดับการพัฒนาของประเทศ โดยอิงการจัดกลุ่มประเทศของธนาคารโลกตามมูลค่ารายได้ต่อหัว หรือ GDP per capita เป็นตัวชี้วัดเมื่อประเทศกำลังพัฒนาใดที่มีรายได้ต่อหัวสูงเกิน ก็จะถือว่า “จบการศึกษา” หรือ graduate จากระบบGSP ไป  ทั้งนี้ ก็เพื่อให้มั่นใจว่า ระบบ GSP เป็นการให้สิทธิพิเศษแก่ประเทศที่มีความต้องการมากที่สุด

ตามปกติต้องมีการเริ่มใช้ระบบ GSP รอบใหม่ (ที่เรียกกันว่า GSP 2012-2015) ตั้งแต่ต้นปีหน้า (พ.ศ. 2555) อียูได้เริ่มกระบวนการทบทวนระบบ โดยมีการเปิดการปรึกษาหารือกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทั้งภาคธุรกิจอุตสาหกรรมภายในของสหภาพยุโรปเอง และประเทศที่สามที่ได้รับประโยชน์จากระบบ GSP มาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2553 แต่ภายใต้การใช้สนธิสัญญาลิสบอนฉบับใหม่ของอียู การผ่านร่างกฎระเบียบเกี่ยวกับระบบ GSP รอบใหม่ต้องได้รับการเห็นชอบจากสภายุโรป จึงทำให้เกิดความล่าช้าในการทบทวนและการผ่านร่างกฎระเบียบ อียูจึงได้ประกาศเลื่อนการใช้ปรับใช้ระบบ GSP รอบใหม่ออกไปอีก2 ปี ซึ่งหมายถึงว่า ระบบ GSP รอบใหม่จะเริ่มใช้ตั้งแต่ ม.ค. 2557 (พ.ศ. 2014) อันส่งผลดีต่อประเทศไทยทำให้ผู้ประกอบการไทยที่ได้ประโยชน์จากระบบปัจจุบันอยู่สามารถใช้สิทธิประโยชน์ต่อไปอีก

ล่าสุด คณะกรรมาธิการยุโรปด้านการค้า นาย Karel De Gucht ได้เสนอร่างกฎระเบียบเกี่ยวกับระบบ GSP รอบใหม่ต่อรัฐสภายุโรปแล้ว ซึ่งในร่างกฎระเบียบดังกล่าวคณะกรรมาธิการยุโรปเสนอว่า อียูจะให้สิทธิพิเศษ GSP กับประเทศกำลังพัฒนาที่จัดอยู่ในกลุ่มประเทศ “Lower Middle Income” ลงมาเท่านั้น โดยใช้ตัวชี้วัด Gross National Income (GNI) per capita ตามการจัดกลุ่มของธนาคารโลกเป็นหลักเกณฑ์ และหากประเทศใดที่จัดอยู่ในกลุ่มของประเทศ “High or Upper Middle Income” เป็นเวลา 3 ปีติดต่อกันก็จะถูกตัดสิทธิ GSP ไป

อียูใช้ตัวชี้วัด GNI ของปี 2552 (ค.ศ. 2009) ในร่างกฎระเบียบ GSP รอบใหม่ดังกล่าว ทำให้มีหลายประเทศที่จะหมดสิทธิการได้รับ GSP ไป อาทิ ซาอุดิอาราเบีย การ์ตา เบรารูส รัสเซีย สำหรับประเทศในกลุ่มอาเซียนประเทศที่จะหมดสิทธิ GSP ไป ได้แก่ บูรไน สิงคโปร์ และมาเลเซีย

สำหรับประเทศไทย หากใช้ตัวชี้วัด GNI ของปี 2552 (ค.ศ. 2009) ตามร่างกฎระเบียบที่อียูเสนอ ไทยยังไม่ถูกตัดสิทธิ GSP แต่อียูก็เน้นว่า รายชื่อประเทศที่ได้หรือถูกตัดสิทธิ GSP จะถูกประกาศต่อไปโดยจะคิดคำนวณ GNI ของปีต่อๆ ไปด้วย เมื่อพิจารณาตัวเลข GNI ปี 2553 (ค.ศ. 2010) ไทยถูกจัดอยู่ในกลุ่มประเทศ “High or Upper Middle Income” แล้ว และหากตัวเลข GNI ปี 2554 (ค.ศ. 2011) และปี 2555 (ค.ศ. 2012)  ไทยจัดอยู่ในกลุ่มดังกล่าวอีกเป็นระยะเวลา 3 ปีติดต่อกัน ก็หมายความว่าตั้งแต่ต้นปี 2557 (ค.ศ. 2014) ที่อียูจะเริ่มใช้ GSP รอบใหม่ไทยก็จะถูกตัดสิทธิ GSP ไป

สำหรับทางแก้ อียูมักย้ำเสมอว่า สิทธิพิเศษ GSP นั้นไม่มีความแน่นอนในการดำเนินการค้าสำหรับธุรกิจไทย และทางแก้ทางหนึ่งก็คือการเจรจาเขตการค้าเสรี หรือเอฟ ที เอ (Free Trade Agreement – FTA) กับอียู ซึ่งหากเจรจาสำเร็จจะทำให้สินค้าส่งออกหลักของไทยมายังตลาดอียูได้รับอัตราภาษี 0 ภายใต้ FTA ไทย-อียู อย่างถาวร เพราะสิทธิพิเศษด้านภาษีที่จะได้จากการเจรจา FTA ตั้งอยู่บนพื้นฐานของการให้แบบต่างตอบแทน มิใช่การให้ฝ่ายเดียวอย่างที่เป็นอยู่ภายใต้ระบบ GSP

ที่สำคัญ ไทยต้องเร่งตัดสินใจและเดินหน้าการเจรจา FTA กับอียูโดยเร็ว เนื่องจากการเจรจาต้องใช้ระยะเวลาอย่างน้อย 2 ปี ซึ่งหากเริ่มเจรจาได้ในปีหน้าคือปี 2555 (ค.ศ. 2012) ก็น่าจะสรุปผลได้ในปี 2556 (ค.ศ. 2013) ก็จะทันกับการเริ่มการปรับใช้ GSP รอบใหม่ในต้นปี 2557 (ค.ศ. 2014) ซึ่งหากไทยถูกตัดสิทธิ GSP ไปก็จะไม่ได้รับผลกระทบ แต่หากไทยไม่เริ่มการเจรจาก็จะได้รับผลกระทบจากการถูกตัดสิทธิ GSP อย่างแน่นอน  

 
นอกจากนั้น ยิ่งไทยเปิดการเจรจาได้เร็วและเจรจาได้สำเร็จเร็วเท่าไรก็ยิ่งจะทำให้ไทยได้เปรียบทางการค้าต่อประเทศคู่แข่งสำหรับการเข้าตลาดอียูภายใต้ อัตราภาษี 0 มากขึ้นเท่านั้น อียูไม่ได้รอเจรจา FTA กับแต่เฉพาะประเทศไทยประเทศเดียว มีประเทศกำลังพัฒนาอีกหลายประเทศที่เป็นคู่แข่งทางการค้าของไทยได้เริ่มเจรจาไปแล้ว
ภาคธุรกิจและผู้ประกอบการไทยที่กำลังพึ่งพาสิทธิประโยชน์จากระบบ GSP สำหรับการเข้าตลาดอียู ควรมองไปข้างหน้าและเตรียมความพร้อมรับมือกับสถานการณ์ใหม่สำหรับการแข่งขันที่จะยิ่งเข้มข้นขึ้นกับประเทศคู่แข่งอื่นๆ เพื่อเข้าตลาดอียู หากไทยต้องถูกตัดสิทธิ GSP ทั้งประเทศและไม่มีการเจรจา FTA ภาคเอกชนคงต้องวางแผนยุทธศาสตร์การแข่งขันกับคู่แข่งทั้งในด้านราคาและด้านคุณภาพให้ดี

ถึงแม้ไทยจะไม่ถูกตัดสิทธิ GSP ทั้งประเทศ ภาคเอกชนยังคงต้องวางแผนให้ดีว่าจะคงสิทธิ GSP สำหรับสินค้าของตนไว้ได้อย่างไร การพิจารณาตัดหรือคืนสิทธิเป็นรายสาขาตามระบบ GSP รอบใหม่มีการเปลี่ยนแปลงไป ภายใต้ GSP ระบบเก่า หากมีการนำเข้าสินค้าสาขาใดภายใต้ GSP สูงกว่าร้อยละ 15% ของการนำเข้าสาขานั้นภายใต้ GSP ทั้งหมด จะถูกตัด GSP รายสินค้า แต่ภายใต้ระบบ GSP ใหม่จะมีการจำแนกพิกัดสินค้าใหม่ และมีการกำหนดเพดานการจบการศึกษา หรือ graduate ใหม่ให้สูงขึ้นเป็นร้อยละ 17.5%

ท้ายที่สุด สรุปได้ว่าความรวดเร็วในการเดินหน้าการเจรจา FTA ถือเป็นเรื่องสำคัญ เพราะจะเป็นทางออกและเป็นการช่วยลดผลกระทบหากไทยต้องเสียสิทธิ GSP ไปในปี 2557 แต่หากรอช้าถูกตัด GSP และยังไม่มีสิทธิพิเศษทางภาษีภายใต้ FTA แประเทศคู่แข่งอื่นๆ ที่ส่งออกสินค้าประเภทเดียวกับไทยมายังตลาดอียูคงจะแย่งส่วนแบ่งตลาดจากไทยได้ไปอย่างถาวร