ใน ช่วงปลายปี 2554
นี้ เรื่องสิ่งแวดล้อมเป็นหนึ่งในประเด็นหลักในการดำเนินงานของอียู ซึ่งมีประเด็นสำคัญที่จะต้องสานต่อทั้งในระดับนานาชาติและระดับภายในอียูเอง 

ใน ช่วงปลายปี 2554
นี้ เรื่องสิ่งแวดล้อมเป็นหนึ่งในประเด็นหลักในการดำเนินงานของอียู ซึ่ง
มีประเด็นสำคัญที่จะต้องสานต่อทั้งในระดับนานาชาติและระดับภายในอียูเอง ดังนี้  

ในระดับนานาชาตินั้น จะ
มีการประชุมสำคัญระดับโลกที่อาจกำหนด “อนาคต” ของสภาวะสิ่งแวดล้อม
คือ การประชุม 17th United Nations Climate Change Conference หรือ
COP 17 ระหว่างวันที่ 28
พฤศจิกายน ถึงวันที่ 9 ธันวาคม ศกนี้ ที่เมือง Durban ประเทศแอฟริกาใต้ 

คาดว่าอียูจะมีบทบาทสำคัญในการประชุมดังกล่าวในการช่วยผลักดันให้การเจรจาที่มี
ความคืบหน้าที่ชัดเจนมากขึ้นโดยประเด็นเรื่อง
การกำหนดเป้าหมายในระดับนานาชาติในเรื่องการลดการปล่อยก๊าซ
ภายหลังจากที่พิธีสารเกียวโตจะสิ้นสุดลงในปี 2555
ซึ่งคาดว่าจะเป็นประเด็นสำคัญในการประชุมครั้งนี้

อนึ่ง นาง Christiana Figueres ผู้อำนวยการสำนักงานด้านสภาพภูมิอากาศของ
UN ได้กล่าวในการสัมภาษณ์ครั้งล่าสุดว่า
ขณะนี้ได้มี “ประเทศจำนวนหนึ่ง” กำลังพยายามที่จะหาพันธกรณี
(commitment) ที่ทุกประเทศสามารถยอมรับได้ 

นอกจากประเด็นเรื่องการกำหนดพันธกรณีแล้ว
เรื่องการให้เงินทุนสนับสนุนแก่ประเทศกำลังพัฒนาโดยประเทศพัฒนาแล้ว 
เพื่อนำไปดำเนินในเรื่องการเปลี่ยนแปลงของสภาวะอากาศ
ก็น่าจะเป็นหนึ่งในหัวข้อหลักของการเจรจาเช่นกัน
โดยคาดว่าประเทศพัฒนาแล้่วอาจจะมีความชัดเจนเกี่ยวกับเรื่องนี้มากขึ้น

นอกจากนี้ คณะ กรรมการกองทุนเพื่อสิ่งแวดล้อม (Transitional
Committee for the design of the green climate fund) ซึ่งจัดตั้งขึ้นมาในการเจรจา
COP 16 จะจัดทำคำแนะนำสำหรับกองทุนเพื่อสิ่งแวดล้อม (UN
green climate fund) ซึ่งจะเปิดตัวอย่างเป็นทางการในปีนี้ด้วย

อนาคต ของ Clean Development Mechanism
(CDM) ก็เป็นอีกหนึ่งหัวข้อที่เป็นที่จับตามองว่าจะผลิกผันไปในทางใด
เนื่องจากปีหน้าจะเป็นปีที่พิธีสารเกียวโตสิ้นสุดลง
ซึ่งหากนานาชาติไม่มีข้อตกลงที่เกี่ยวกับการกำหนดพันธกรณีในการลดการปล่อย
ก๊าซสืบเนื่องจากพิธีสารเกียวโต ก็จะมีผลกระทบต่อการดำเนินงานของตลาดซื้อขายก๊าซคาร์บอน
(ETS) ที่ มีอยู่ในปัจจุบัน

ทั้งนี้
ประเทศแอฟริกาใต้ให้ความเห็นว่าผลของการเจรจาในรอบนี้น่าจะเป็น “อีกหนึ่งก้าว”
ที่จะไปสู่กลไกในเรื่องการเปลี่ยนแปลงของสภาวะอากาศในระดับโลก
มากกว่าจะได้ผลการเจรจาที่ครอบคลุมทุกภาคส่วน

ในระดับอียู สำหรับ
ความคืบหน้าในเรื่องการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อมภายในระดับอียูนั้น
มีหลายประเด็นสำคัญที่คณะกรรมาธิการยุโรปต้องเร่งดำเนินการในช่วงปลายปีนี้ อาทิ
การออกร่างระเบียบเกี่ยวกับการปล่อยก๊าซจากการใช้ที่ดิน การแปรสภาพที่ดิน
และป่าไม้ (land use, land-use change and forestry – LULUCF) และจะมีการรายงานผลการศึกษาถึงผลกระทบต่อการใช้ที่ดินเพื่อการเพาะปลูกพืช
พลังงาน (biofuel) ทั้งนี้
คณะกรรมาธิการยุโรปยังไม่ได้ระบุว่าจะออกระเบียบสืบเนื่องจากผลการศึกษาดัง
กล่าวหรือไม่

นอกจากนี้ คาดว่าจะมีการทบทวนระเบียบที่เกี่ยวข้องกับการจัดการและเก็บกักก๊าซ
เรือนกระจก (fluorinated gases) เนื่องจากมีการศึกษาพบว่า
ในทางปฏิบัติแล้ว ประเทศสมาชิกอียูยังมีความหละหลวมในเรื่องดังกล่าว

ประเด็น
สำคัญอีกประเด็นในเรื่องสิ่งแวดล้อมในช่วงปลายปี 2554
ของอียู คือ การที่จะขยายตลาดซื้อขายก๊าซคาร์บอน (หรือที่รู้จักกันในนาม EU
Emission Trading Scheme – ETS) สู่ภาคอุตสาหกรรมการบิน
โดยจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ 1 ม.ค. 2555

แม้อียูได้ประกาศว่าจะบังคับใช้ระเบียบดังกล่าวต่อภาคการบินเมื่อ 3
ปีที่แล้ว แต่ดูเหมือนว่าสายการบินและรัฐบาลของประเทศนอกอียูพึ่งจะตระหนักถึงผลกระทบ
ที่จะมีต่อตนและกำลังพยายามล้อบบี้อย่างหนักเพื่อต่อต้านการบังคับใช้ ระเบียบดัง
กล่าว เช่น จีนและรัสเซียอาจร่วมมือกันกันนำเรื่องดังกล่าวเข้าฟ้องต่อ
องค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ (International Civil Aviation
Organization – ICAO) ส่วนอินเดียอาจนำเรื่องเข้าฟ้องต่อ WTO นอกจากนี้
สายการบินในสหรัฐฯและรัฐบาลสหรัฐฯ ก็อาจเคลื่อนไหวคัดค้านอียู

กระแสคัดค้านของนานาชาติดังกล่าวน่าจะมีผลกระทบต่อแผนงานของอียูที่จะขยาย
ETS สู่ภาคการเดินเรือด้วย อนึ่ง มีรายงานว่า
องค์การ NGOs ชั้นนำอย่าง World Wildlife Fund และ
Oxfam ได้พยายามใช้เวที COP 17
นี้ ผลักดันให้้อียูเสนอให้มีการเก็บภาษีในภาคการเดินเรือ เนื่องจากเห็นว่า
องค์การทางทะเลระหว่างประเทศ (International Maritime Organization – IMO) มีการดำเนินการในเรื่องการลดการปล่อยก๊าซช้าเกินไป
โดยให้นำเงินที่ได้จากการเก็บภาษีเข้าสู่กองทุน UN green climate fund และนำไปช่วยเหลือประเทศกำลังพัฒนาซึ่งต้องมีค่าใช้จ่ายมากขึ้นสืบเนื่องจาก
การ เก็บภาษีในภาคการเดืนเรือดังกล่าว

อนึ่ง
ระเบียบของอียูบังคับให้คณะกรรมธิการยุโรปต้องเสนอระเบียบเกี่ยวกับการกำหนด
การปล่อยก๊าซในภาคต่างๆ หากไม่มีความคืบหน้าในเรื่องในระดับนานาชาติภายในสิ้นปีนี้

นอกจากนี้ อียูอาจมีปัญหากับแคนาดาในประเด็นเรื่องทรายน้ำมัน
(oil sands) ซึ่งมีค่าคาร์บอนสูง
โดยอียูกำลังหาท่าทีที่เพื่อจัดการในเรื่องดังกล่าวเช่นกัน

ที่มา

http://www.endseurope.com/26991/climate-to-top-the-agenda-this-autumn