ตามที่ประธานาธิบดีฝรั่งเศสกับนายกรัฐมนตรีเยอรมนีได้หารือกันเกี่ยวกับแนวทางการแก้ไขวิกฤตเศรษฐกิจในยุโรป ทั้งสองฝ่ายเปิดเผยว่าจะมีแผนแก้ไขปัญหาวิกฤตหนี้กรีซ โดยใช้วิธีการเพิ่มทุนธนาคารที่ถือตราสารหนี้กรีซ และให้ภาคเอกชนแบกรับภาระหนี้ของกรีซเพิ่ม

ประธานาธิบดีฝรั่งเศส นายนีกอลา ซาร์กอซี และนายกรัฐมนตรีเยอรมนี นางแองเกลา แมร์เคิล ได้หารือกันเกี่ยวกับแนวทางการแก้ไขวิกฤตเศรษฐกิจในยุโรป เมื่อวันอาทิตย์ที่ 9 ตุลาคม 2554 ที่กรุงเบอร์ลิน ทั้งสองฝ่ายเปิดเผยว่าจะมีแผนแก้ไขปัญหาวิกฤตหนี้กรีซ โดยให้ภาคเอกชน เช่นธนาคาร และบริษัทประกัน แบกรับภาระหนี้ของกรีซเพิ่ม (haircut) และเพิ่มทุนธนาคารที่ถือตราสารหนี้กรีซ (recapitalisation) ซึ่งรายละเอียดของแผนการทั้งสองดังกล่าวในขณะนี้ (26 ต.ค. 2554) กำลังอยู่ในระหว่างการประชุมระหว่างกลุ่มผู้นำอียู ณ กรุงบรัสเซลส์
อย่างไรก็ดี พัฒนาการล่าสุดของ 2 แผนการดังกล่าวมีดังนี้
1.    แผนการปรับลดหนี้ให้กรีซ: เดิมผู้นำกลุ่มประเทศยูโรโซนตกลงที่จะให้ภาคเอกชนแบกภาระหนี้ไว้ประมาณร้อยละ 21 ของจำนวนหนี้ทั้งหมด ตามที่หารือกันไว้เมื่อเดือนกรกฎาคม 2554 อย่างไรก็ดี ท่าทีล่าสุดของเยอรมนีและเนเธอร์แลนด์ คือเสนอให้ภาคเอกชนอาจต้องแบกรับภาระหนี้สูญถึงร้อยละ 50 เอง ในขณะที่ฝรั่งเศสมีท่าทีตรงกันข้าม โดยจะขอให้ใช้เงินทุนจากกองทุน European Financial Stability Facility (EFSF) ทั้งนี้ การที่ฝรั่งเศสไม่ประสงค์จะให้สถาบันการเงินของตนแบกรับภาระหนี้สูญของกรีซถึงร้อยละ 50 ก็เนื่องมาจากสถาบันการเงินของฝรั่งเศสถือตราสารหนี้กรีซไว้มากที่สุดคือ 57 พันล้านยูโร เมื่อเทียบกับเยอรมนีที่ถือไว้ 34 พันล้านยูโร สหราชอาณาจักร 15 พันล้านยูโร และสหรัฐอเมริกา 7 พันล้านยูโร อย่างไรก็ดี มีข่าวลือว่าอียู อาจให้เงินสนับสนุนฝรั่งเศสเพื่อลดภาระการปรับลดหนี้ในครั้งนี้ หากฝรั่งเศสยอมตกลงเข้าร่วมโครงการ อย่างไรก็ดี ธนาคารกลางของอียู หรือ ECB (European Central Bank) ไม่เห็นด้วยกับเยอรมนีและเนเธอร์แลนด์ที่ผลักดันให้ภาคเอกชนแบกรับหนี้ เพราะหากวิกฤตรุนแรงขึ้น ภาคการธนาคารจะได้รับผลกระทบตามไปด้วย และยิ่งทำให้วิกฤตขยายวงกว้างขึ้นไปอีก
2.    การเพิ่มทุนธนาคารที่ถือตราสารหนี้กรีซ จะมีขึ้นเพื่อรองรับ/ป้องกันไม่ให้ธนาคารที่ถือตราสารหนี้กรีซไว้ต้องล้ม หากมีการปรับโครงสร้างหนี้เกิดขึ้น ซึ่งแผนการนี้อาจต้องช้เงินมากถึง 200 พันล้าน
ยูโร โดยฝรั่งเศสมีทีท่าว่า ต้องการให้กองทุน EFSF เป็นผู้เข้ามาซื้อหุ้นที่เพิ่มทุน เพราะไม่ต้องการนำเงินของธนาคารตนเข้าไปเพิ่มทุน เพราะจะทำให้ประเทศมีภาระหนี้สินเพิ่มขึ้นและอาจส่งผลทำให้ลำดับความน่าเชื่อถือทางการเงินของประเทศ—ซึ่งปัจจุบันอยู่ในอันดับ AAA—ตกลงทันทีในขณะที่ข้อเสนอของเยอรมนีสวนทางกัน คือเยอรมนีขอให้ธนาคารของตนดำเนินการเพิ่มทุนเองก่อน โดยให้เงินกองทุน EFSF นั้นเป็นทางเลือกสุดท้าย
     
ท่าทีของทั้งผู้นำฝรั่งเศสและเยอรมนีดังกล่าว ทำให้เกิดการคาดการณ์อย่างกว้างขวางว่า การที่ผู้นำทั้งสองออกมาพูดถึงการตัดลดหนี้ (haircut) และการเพิ่มทุน (recapitalisation) แสดงเป็นนัยว่า แผนการแก้ไขวิกฤตหนี้กรีซนั้น สุดท้ายแล้วคือการเปิดทางให้กรีซ default หนี้นั่นเอง ทั้งนี้ เพื่อให้หนี้สินของกรีซอยู่ในระดับที่จัดการได้ ซึ่งตรงกับจุดยืนของนายเดวิด คาเมรอน นายกรัฐมนตรีอังกฤษ ที่เรียกร้องให้ผู้นำยูโรโซนเปิดทางให้กรีซ default หนี้ เพื่อยุติปัญหาและป้องกันการลุกลามของปัญหาไปสู่ประเทศยูโรโซนและอียูอื่นๆ ต่อไป