รายงานระบุ พื้นที่แถบเอเชียใต้และทวีปแอฟริกาแถบทะเลทรายซาฮารา (รวมทั้งอินเดียเกือบทั้งประเทศและแอฟริกาตะวันตก) เป็นพื้นที่เสี่ยงต่อความไม่มั่นคงทางอาหารและมีความเปราะบางการเผชิญกับหายนะจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากที่สุด การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศจะทำให้การนำเข้าอาหารมีความสำคัญมากยิ่งขึ้น

                    รายงาน “แผนที่แสดงพื้นที่ในเขตร้อนของโลกที่มีโอกาสเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและความไม่มั่นคงทางอาหารสูง” (Mapping Hotspots of Climate Change and Food Insecurity in the Global Tropic) http://ccafs.cgiar.org/sites/default/files/assets/docs/ccafsreport5-climate_hotspots_final.pdf โดยกลุ่มที่ปรึกษาการวิจัยทางการเกษตรระหว่างประเทศ (CGIAR-the Consultative Group on International Agricultural Research)  ภายใต้โครงการศึกษาวิจัยด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เกษตรกรรมและความมั่นคงทางอาหาร   ระบุว่า บริเวณที่คาดว่าน่าจะเผชิญกับหายนะจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากที่สุดน่าจะเป็นพื้นที่แถบเอเชียใต้และทวีปแอฟริกาแถบทะเลทรายซาฮารา (รวมทั้งอินเดียเกือบทั้งประเทศและแอฟริกาตะวันตก) เนื่องจากพื้นที่ในแถบนี้มีประชากรมากถึง ๓๖๙ ล้านคนที่กำลังเผชิญกับภาวะความไม่มั่นคงทางอาหารและอาศัยอยู่ในบริเวณที่มีการทำเกษตรกรรมเป็นหลัก และมีความเสี่ยงต่อการลดลงของระยะเวลาเพาะปลูกถึงร้อยละ ๕ การเปลี่ยนแปลงในลักษณะดังกล่าวจะส่งผลกระทบต่อระดับผลผลิตและการเข้าถึงอาหารของประชากรภายในช่วงระยะเวลา ๔๐ ปีข้างหน้า

                    กลุ่มนักวิจัยได้พิจารณาจากแบบจำลองสภาพภูมิอากาศและตัวชี้วัดปัญหาอาหารหลายประการ แล้วสร้างเป็นชุดแผนที่ที่แสดงรายละเอียดเกี่ยวกับบริเวณที่มีโอกาสเผชิญกับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศสูงกว่าจุดอื่นๆ (climate thresholds), บริเวณที่มีความอ่อนไหวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (sensitive to climate shift) และบริเวณที่มีประวัติความไม่มั่นคงทางอาหารมาอย่างยาวนาน (long history of food insecurity) เมื่อนำเอาแผนที่ต่างๆ เหล่านี้มารวมกัน ก็จะทำให้มองเห็นภาพบริเวณที่มีความเปราะบางต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ 

                    การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศจะทำให้อุณหภูมิเพิ่มสูงขึ้น โดยมีการพยากรณ์ว่าภายในช่วงกลางระหว่างปี ค.ศ ๒๕๕๐-๒๕๖๐ อุณหภูมิสูงสุดโดยเฉลี่ยในแต่ละวันในช่วงที่เป็นฤดูเพาะปลูก อาจสูงขึ้นเกินกว่า ๓๐ องศาเซลเซียส ซึ่งเกือบเป็นระดับสูงสุดที่พืชตระกูลถั่วจะทนทานได้ อีกทั้งยังเป็นระดับที่จะสร้างความเสียหายต่อการผลิตข้าวโพดและข้าวด้วยเช่นกัน 

                    การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศนอกจากจะทำให้อุณหภูมิเพิ่มสูงขึ้นแล้ว ยังมีผลกระทบต่อระยะเวลาในการเพาะปลูกอีกด้วย โดยพบว่าภายในปี ค.ศ. ๒๐๕๐ สภาพอากาศที่เหมาะสมต่อการเพาะปลูกอาจลดลงเหลือน้อยกว่า ๑๒๐ วันต่อฤดูในบริเวณที่มีการทำเกษตรกรรมมาก เช่น แถบตะวันออกเฉียงเหนือของบราซิลและประเทศเม็กซิโก การที่ระยะเวลาเพาะปลูกลดลงเหลือน้อยกว่า ๑๒๐ วันนั้นไม่เพียงแต่จะไม่เพียงพอต่อการเติบโตอย่างสมบูรณ์ของข้าวโพดและพืชอาหารที่สำคัญอื่นๆ แต่ยังรวมถึงพืชที่เป็นอาหารสัตว์อีกด้วย

                    สำหรับการค้าสินค้าโภคภัณฑ์ทางการเกษตรคาดว่าน่าจะมีความสำคัญมากขึ้นในทุกภูมิภาค เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศจะทำให้ข้อจำกัดในการผลิตสินค้าเกษตรทวีความรุนแรงมากขึ้น ดังจะเห็นได้จากเหตุการณ์ราคาอาหารสูงขึ้นในปี ค.ศ. ๒๐๐๘ และ ๒๐๑๐ ที่ทำให้ความมั่นคงทางอาหารกลายเป็นปรากฏการณ์ในระดับนานาชาติ และเป็นที่แน่นอนว่าการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศจะทำให้การนำเข้าอาหารมีความสำคัญมากยิ่งขึ้น

                   รายงานของ CGIAR มีประโยชน์ในการทำให้มองเห็นภาพชัดเจนมากขึ้นว่าพื้นที่ใดที่การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศจะทำให้ปัญหาความอดอยากและความยากจนทวีความรุนแรงมากขึ้น เว้นเสียแต่ว่าเราจะสามารถปรับตัว (adaptation) ได้อย่างทันท่วงที โดยในรายงานของ CGIAR ได้ให้ข้อเสนอแนะว่า ภาคเกษตรควรมีความพยายามมากขึ้นในการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่รุนแรงและรวดเร็ว และเกษตรกรในบางพื้นที่อาจต้องหันไปเพาะปลูกพืชชนิดใหม่หรือไม่ก็ต้องเปลี่ยนไปทำฟาร์มภายใต้ระบบใหม่เพื่อต่อสู้กับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ยกตัวอย่างเช่น  ศูนย์เพาะพันธุ์พืชของ CIGAR ทั่วโลกได้มุ่งการพัฒนาไปยังพันธุ์พืชที่มีความพร้อมต่อสภาพภูมิอากาศหรือ “climate ready crop varieties” โดยเป็นพืชที่ให้ผลผลิตสูงแม้ว่าจะอยู่ภายใต้สภาพแรงกดดันมากขึ้นก็ตาม ส่วนประเทศแอฟริกาแถบตะวันออกและแอฟริกาทางตอนใต้ ซึ่งมีแนวโน้มอุณหภูมิสูงขึ้นจนไม่อาจเพาะปลูกข้าวโพดเป็นพืชหลักได้นั้น เกษตรกรในพื้นที่ดังกล่าวควรหันไปเพาะปลูกพืชอาหารชนิดอื่นแทน เช่น ข้าวฟ่าง (sorghum) หรือมันสำปะหลัง ซึ่งจะช่วยตอบสนองความต้องการด้านโภชนาการของประชากรในประเทศ นอกจากนี้ เกษตรกรที่ปัจจุบันมุ่งเพาะปลูกพืชเพียงอย่างเดียว ก็ควรหันมาพิจารณาระบบการเพาะปลูกแบบผสมผสานควบคู่ไปกับการเลี้ยงสัตว์หรือระบบวนเกษตร (agroforestry) เพื่อรักษาและเพิ่มระดับการผลิตอาหาร

ข้อสังเกต

                    ก)    แผนที่ของ CGIAR แสดงให้เห็นว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศจะส่งผลกระทบทำให้อุณหภูมิในบางส่วนของโลกเพิ่มสูงขึ้น มีรูปแบบฝนเปลี่ยนแปลงไปฤดูกาลเพาะปลูกสั้นลงและสภาพอากาศแห้งแล้งมากขึ้น ซึ่งจะก่อให้เกิดความเสียหายต่อการผลิตอาหารในหลายส่วนของโลก  โดยเฉพาะอย่างยิ่งในบริเวณที่มีปัญหาความยากจนและความไม่มั่นคงทางอาหารอยู่แล้ว ดังนั้น เกษตรกรที่อาศัยอยู่ในพื้นที่เสี่ยงต่อความไม่มั่นคงทางอาหารและมีความเปราะบางต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศสูง จึงต้องเตรียมพร้อมในการปรับตัวครั้งยิ่งใหญ่ โดยอาจหันมาพิจารณาการเพาะปลูกพืชชนิดใหม่ที่ได้รับการปรับปรุงเพื่อให้ได้ผลผลิตสูงขึ้นแม้ว่าจะต้องเผชิญกับการผันแปรของสภาพภูมิอากาศก็ตาม ส่วนการเลี้ยงปศุสัตว์ก็ควรได้รับการปรับปรุงให้ดีขึ้นทั้งด้านประสิทธิภาพในการใช้อาหารสัตว์และการจัดการกับมูลสัตว์

                    ข)    สิ่งสำคัญที่สุดในการต่อสู้กับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ก็คือ ต้องพยายามลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้เหลือน้อยที่สุด เพราะก๊าซเรือนกระจกเป็นต้นเหตุที่ทำให้ปัญหาโลกร้อนรุนแรงมากขึ้น แต่ทว่าในการประชุมระดับนานาชาติเพื่อหาทางต่อสู้กับโลกร้อนในครั้งที่ผ่านๆมา ประเทศมหาอำนาจและประเทศที่มีเศรษฐกิจเติบโตอย่างรวดเร็วมุ่งที่จะรักษาผลประโยชน์ของประเทศเป็นหลัก มากกว่าการยอมรับข้อผูกมัดในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ในอนาคต นานาประเทศจึงสมควรต้องมีความพยายามมากขึ้นในการหาทางแก้ไขปัญหาโลกร้อนร่วมกัน รวมทั้งควรกำหนดเป้าหมายในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่ชัดเจนมากขึ้นและในระดับสูงขึ้นกว่าในปัจจุบัน (โดยเฉพาะประเทศที่เป็นตัวการในการปล่อย CO2 มาก) นอกจากนี้ ควรสนับสนุนการลงทุนและการวิจัยของภาคเกษตร โดยเน้นไปที่การพัฒนาพันธุ์พืชและสัตว์ให้มีความทนทานต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศและให้ผลผลิตในระดับที่สูงขึ้น รวมทั้งควรปรับปรุงระบบชลประทาน เทคนิคการใช้ปุ๋ยและการทำฟาร์มให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

                     ค)    บางประเทศนอกจากจะตั้งอยู่ในตำแหน่งที่มีความเปราะบางสูงต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแล้ว ประเทศนั้นๆ ยังขาดความสามารถในการจัดการกับผลกระทบที่กำลังเกิดขึ้น (เช่น ประเทศทางแถบแอฟริกาตะวันตก แอฟริกาตอนใต้และเอเชียใต้ รวมทั้งอินเดีย) ยิ่งไปกว่านั้น จำนวนประชากรของประเทศยังมีอัตราเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ซึ่งเป็นปัจจัยเร่งทำให้ปัญหาความไม่มั่นคงทางอาหารของประเทศรุนแรงมากขึ้น เพราะฉะนั้น ควรให้ความช่วยเหลือประเทศเหล่านี้ให้สามารถต่อสู้กับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่กำลังจะเกิดขึ้น โดยระดมทั้งเงินทุนและการศึกษาวิจัยเพื่อพัฒนาหากลยุทธ์ที่มีความเหมาะสมที่สุดสำหรับประเทศเหล่านี้เพื่อนำไปใช้ปรับตัว (adaptation) และลดผลกระทบ (mititgation) จากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

                     ง)    สำหรับประเทศไทยแม้จะไม่ได้ตั้งอยู่ในบริเวณที่มีโอกาสเสี่ยงสูงต่อผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แต่อย่างไรก็ดี ความมั่นคงทางอาหารไทยก็มีความอ่อนไหวต่อปรากฏการณ์ทางธรรมชาติสูง (โดยเฉพาะต่อปริมาณน้ำฝน) จากการศึกษาของสถาบันสิ่งแวดล้อมไทยระบุว่า ผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศต่อภาคการเกษตรของไทยจะมีส่วนสัมพันธ์กับปริมาณน้ำในประเทศ โดยมีแนวโน้มว่าปริมาณน้ำอาจลดลงร้อยละ ๕ ถึงร้อยละ ๑๐ ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อระดับผลผลิตทางการเกษตร โดยเฉพาะข้าว ที่เป็นพืชเศรษฐกิจสำคัญที่ต้องอาศัยปริมาณน้ำฝนและแสงแดดที่แน่นอน รวมถึงความชื้นของดินและอุณหภูมิเฉลี่ยที่พอเหมาะด้วย

                     จ)    ไทยจึงต้องมุ่งเน้นการพัฒนาและการวิจัยไปที่การปรับปรุงพันธุ์พืชให้มีความทนทานต่อสภาพภูมิอากาศที่รุนแรงและแปรปรวน โดยเฉพาะการปรับปรุงพันธุ์ข้าวให้สามารถทนต่ออากาศแห้งแล้งและน้ำท่วมได้ดี เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ จะทำให้มีโอกาสเกิดความแห้งแล้งหรือน้ำท่วมโดยฉับพลันบ่อยครั้งขึ้น รวมไปถีงการพัฒนาพันธุ์ข้าวและเทคนิคการเพาะปลูกข้าวที่จะทำให้มีการใช้น้ำน้อยลง เพื่อช่วยให้การจัดการน้ำดีขึ้นและบรรเทาปัญหาขาดแคลนทรัพยากรน้ำของประเทศ นอกจากนี้ ควรส่งเสริมให้เกษตรกรทำฟาร์มในรูปแบบที่ยั่งยืนต่อสิ่งแวดล้อมหรือทำเกษตรแบบผสมผสาน เพื่อเพิ่มระดับผลผลิตและลดผลกระทบต่อโลกร้อนไปพร้อมๆกัน