ในขณะที่ประเทศไทยกำลังต่อสู้กับวิกฤติจากภัยธรรมชาติ คือ น้ำท่วมครั้งใหญ่ในปีนี้  ในอีกภูมิภาคหนึ่งของโลก คือ ในประเทศยุโรปที่ใช้สกุลเงินยูโรหรือที่เรียกว่ายูโรโซน  ก็กำลังต่อสู้กับวิกฤติอีกลักษณะหนึ่งคือ วิกฤติการเงินและหนี้สาธารณะ ซึ่งเป็นปัญหาปะทุร้อนมา 2-3 ปีแล้ว แต่สถานการณ์ในระยะหลังดูย่ำแย่ลงไปอีก ที่สำคัญคือ วิกฤติหนี้ของกรีซซึ่งดูจะยิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้น หลังจากที่ที่ประชุมรัฐมนตรีคลังกลุ่มยุโรโซนที่ประเทศลักเซมเบิร์กมีมติให้เลื่อนการพิจารณามอบเงินช่วยเหลือรอบใหม่แก่กรีซ ประมาณ 8 พันล้านยูโร ออกไปเป็นช่วงเดือนพฤศจิกายน 2554 เพราะไม่พอใจที่รัฐบาลกรีซยังไม่สามารถตัดลดรายจ่ายเพื่อลดการขาดดุลงบประมาณได้ตามเป้าหมาย 

                    เมื่อเป็นเช่นนี้ วิเคราะห์ตัวเลขง่ายๆ จะเห็นภาพได้ว่า หากกรีซไม่ได้รับการช่วยเหลือดังกล่าว หนี้สาธารณะของกรีซจะแตะระดับร้อยละ 180 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (Gross Domestic Product – GDP) ซึ่งย่อมจะส่งผลกระทบอย่างใหญ่หลวงต่อความมั่นคงและความน่าเชื่อถือไม่เฉพาะต่อพันธบัตร / ตราสารหนี้ของกรีซเท่านั้น แต่รวมทั้งสมาชิกยูโรโซนอื่นๆ อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะในสภาวะที่เศรษฐกิจใหญ่ๆ ในยูโรโซน เช่น อิตาลีและสเปน ฯลฯ ก็กำลังประหวั่นพรั่นพรึงว่าตนจะต้องเป็นรายต่อไปหรือไม่ ที่จะต้องประสบชะตากรรมเฉกเช่น กรีซ โปรตุเกส และไอร์แลนด์ และหากเป็นเช่นนั้น ระบบเศรษฐกิจยูโรโซนก็คงสั่นคลอนไปทั้งหมด และย่อมส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกโดยรวมด้วย           

                    ฝรั่งเศสและเยอรมนีเองก็กำลังสู้อย่างยิบตาเพราะต่างก็ไปอุ้มหนี้กรีซไว้มากถึง 56.7 และ 33.9 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ตามลำดับ จากจำนวนหนี้ของกรีซทั้งหมด 485 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือ 340 พันล้านยูโร กรีซเบี้ยวหนี้เมื่อใดก็ไม่ต้องพูดถึงว่าอะไรจะเกิดขึ้นกับความน่าชื่อถือของสกุลเงินยูโร รวมทั้งพันธบัตรและตราสารหนี้ของสมาชิกอียูอื่นๆ โดยเฉพาะสเปนและอิตาลี                   

                    จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่เห็นบรรดาผู้นำสมาชิกกลุ่มยูโรโซนร่วมหารือกันอย่างขะมักเขม้นในที่ประชุมยูโรซัมมิต ณ กรุงบรัสเซลส์ เมื่อคืนของวันที่ 26 ตุลาคม 2554 และได้บรรลุข้อตกลงเร่งด่วนสำคัญหลายประการ เพื่อจัดการไม่ให้วิกฤติในกรีซลุกลามไปทั่วยูโรโซน ประการแรก ผู้นำเห็นชอบให้ปรับโครงสร้างหนี้กรีซ  โดยให้สถาบันการเงินเอกชนที่ถือตราสารหนี้ของกรีซยอมรับความสูญเสียด้วยการลดมูลค่าหนี้ลงร้อยละ 50  “ตามความสมัครใจ”  เพื่อเป้าหมายในการลดระดับหนี้สาธารณะของกรีซให้เหลือร้อยละ 120 ของ GDP ภายในปี 2563       

                    ประการที่สองคือการเพิ่มความเข็งแกร่งแก่กองทุน European Financial Stability Facility (EFSF) ที่เพิ่งตั้งขึ้นมาหลังวิกฤติในกรีซประทุขึ้น และมีเป้าหมายเพื่อคอยช่วยเหลือประเทศที่ประสบวิกฤติหนี้รวมทั้งเป็นช่องทางให้ธนาคารในยุโรปที่ขาดสภาพคล่องกู้เงินได้  โดยที่ประชุมผู้นำเห็นชอบให้เพิ่มวงเงินจาก 4.4 แสนล้านยูโรในปัจจุบันเป็น 1 ล้านล้านยูโร         

                    รายละเอียดคร่าวๆ ของการใช้จ่ายเงินของกองทุน EFSF มี 2 แนวทางด้วยกันคือ 1) ให้การค้ำประกันการระดมทุนผ่านการออกตราสารหนี้โดยประเทศสมาชิกที่กำลังประสบปัญหา ในอัตราร้อยละ 20-25 เพื่อให้ตราสารหนี้เหล่านี้มีความน่าสนใจมากยิ่งขึ้นสำหรับนักลงทุน และ 2) จัดตั้งกลไกดึงดูดเงินทุนจากภายนอกอียู เช่น ภาคเอกชน สถาบันการเงินของรัฐ และนักลงทุนจากนานาประเทศรวมทั้งจีนด้วย โดยให้อียูทำงานร่วมกันกับ IMF อย่างใกล้ชิดในแนวทางนี้

                    ประการที่สาม เพิ่มเสถียรภาพในภาคการธนาคาร โดยบังคับให้ธนาคารทั่วยุโรปเพิ่มทุนเป็นร้อยละ 9 ของสินทรัพย์ประเภท Core Tire 1 ภายในเดือนมิถุนายนปีหน้า แต่หากธนาคารใดไม่สามารถเพิ่มทุนด้วยตนเอง ก็ให้รัฐบาลที่เป็นที่ตั้งของสถาบันการเงินนั้นๆ สนับสนุน และหากยังไม่พออีกก็ให้ไปกู้จากกองทุน EFSF ได้        

                    นอกจากมาตรการทั้งสามดังกล่าวแล้ว สมาชิกอียูทั้งหมดยังตกลงที่จะต้องเร่งประคองเสถียรภาพของเงินยูโรด้วยการเร่งเดินหน้าลดการขาดดุลงบประมาณ ผ่านมาตรการรัดเข็มขัดและขึ้นภาษี ปฏิรูปนโยบายและมาตรการเศรษฐกิจการคลังภายใน และปรับโครงสร้างภาคธนาคาร รวมทั้งแก้กฎหมายที่เกี่ยวข้องเพื่อให้งบประมาณมีความสมดุลโดยเร็วที่สุด

                    ประเทศใดที่ขาดดุลงบประมาณมากก็จะต้องได้รับการดูแลสอดส่องเป็นพิเศษเพิ่มเติมด้วย โดยอาศัยคณะกรรมาธิการยุโรปร่วมมือกับคณะมนตรีแห่งสหภาพยุโรปคอยกำกับดูแลและตรวจสอบร่างงบประมาณรายจ่ายว่า มีความเหมาะสมหรือยังก่อนที่รัฐบาลเจ้าของร่างงบประมาณนั้นๆ จะเสนอให้รัฐสภาตนเห็นชอบต่อไป 

                    ขณะเดียวกัน คณะกรรมาธิการยุโรปยังมีการบ้านที่จะต้องเร่งเสนอแผนปฏิรูปนโยบายเศรษฐกิจและการคลังของยูโรโซน รวมทั้งกำหนดมาตรการต่างๆ เพื่อส่งเสริมให้มีการประสานนโยบายเศรษฐกิจมหภาคระหว่างสมาชิกยูโรโซนด้วยกันอย่างสอดคล้องและเป็นไปในทิศทางเดียวกันเพิ่มมากขึ้นออกมาโดยเร็ว

                    เป็นที่น่าสังเกตว่า นอกจากวิธีการเพิ่มสภาพคล่องและการยกเครื่องปฏิรูปโครงสร้างด้านการคลังให้มีความมั่นคงแข็งแรงมากขึ้นแล้ว  เหล่าขุนพลยูโรโซนดูจะเน้นกลยุทธ์รัดเข็มขัดเป็นพิเศษมากๆ เช่น ลูกพี่อย่างเยอรมนีได้ประกาศจะเป็นตัวอย่างในการลดภาวะขาดดุลงบประมาณอันน้อยนิดของตนให้ลดลงอีกภายในปี 2556

                    อย่างไรก็ดี นัยของการรัดเข็มขัดกันทั่วทั้งยูโรโซนนั้น อาจหมายถึงการที่เศรษฐกิจในยูโรโซนจะเติบโตได้ยากขึ้น เพราะเมื่อธนาคารพาณิชย์ต้องถูกบังคับให้เพิ่มทุน ธนาคารก็จะสามารถให้กู้ได้น้อยลง เมื่อเอกชนมีกำไรน้อยลง รัฐก็จะเก็บภาษีได้น้อยลง แต่ต้องจ่ายเงินชดเชยให้คนตกงานมากขึ้นตามไปด้วย และที่สำคัญยิ่งคือความสามารถในการชำระหนี้คืนของรัฐจะยิ่งน้อยลง หนำซ้ำอาจต้องหยิบยืมมากขึ้นอีก    

                    คำถามที่สำคัญยิ่งไปอีกคือมาตรการต่างๆ เหล่านี้เพียงพอหรือไม่ที่จะช่วยกอบกู้วิกฤติครั้งนี้  คำตอบตรงๆ น่าจะเป็นยังไม่รู้ เพราะมีหลายสาเหตุด้วยกัน เช่น  จะทำอย่างไรให้ยุโรปสามารถกลับมาเติบโตได้อีกครั้ง โดยเฉพาะกรีซ โปรตุเกสและไอร์แลนด์ ฯลฯ ท่ามกลางมาตรการรัดเข็มขัด ปรับลดรายจ่ายและปรับโครงสร้างหนี้ เพราะการเติบโตด้วยลำแข้งตัวเองจะเป็นยาวิเศษและถูกขนานที่สุดที่จะสามารถกอบกู้ระบบเศรษฐกิจและการเงิน รวมทั้งสามารถผ่อนชำระหนี้ได้อย่างยั่งยืน 

                    อีกประการหนึ่งคือมาตรการเพิ่มทุนธนาคาร ก็ดีหรือกองทุน EFSF ก็ดี ยังไม่มีรายละเอียดว่าจะเอาเงินมาจากไหนและที่สำคัญคือระดมทุนอย่างไร เพราะที่ประชุมมีแต่เพียงการให้สัญญากันกว้างๆ ใครหรือส่วนไหนจะให้เท่าใด นอกจากนี้ มาตรการค้ำประกันตราสารหนี้ยังขาดรายละเอียดสำคัญด้วยว่า จะค้ำในอัตราเท่าใดของมูลค่าเต็ม ที่เห็นพูดๆ กันคือร้อยละ 20 – 25     ซึ่งก็ไม่รู้ว่าจะเพียงพอหรือไม่ที่จะทำให้นักลงทุนสนใจซื้อตราสารหนี้เหล่านี้        

                    ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจในภูมิภาคอื่นๆ อาจมีคำถามและข้อเสนอแนะอยู่ในใจว่าแล้วทำไมสมาชิกยูโรโซนจึงไม่ปรับลดค่าเงินยูโรลง  เพื่อเพิ่มความสามารถแข่งขันให้ภาคการส่งออกของตนอย่างที่ไทยและอีกหลายๆ ประเทศเอเชียเคยทำเมื่อครั้งเกิดวิกฤติต้มยำกุ้งในปี 2540 

                    ที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะฝ่ายการเมืองของประเทศสมาชิกยูโรโซน โดยเฉพาะเยอรมนีต่างเห็นพ้องกันว่าต้องการให้คงค่าเงินยูโรไว้ให้แข็ง เนื่องจากต้องการให้โลกเห็นว่าเงินยูโรยังเป็นสกุลเงินที่มีความน่าเชื่อถือและเป็นเงินคงคลังได้  นอกจากนี้ การปรับลดมูลค่าเงินยูโรอาจก่อให้เกิดแรงกระเพื่อมและต้านทานกระบวนการรวมตัวเพื่อจัดตั้ง “สหภาพ” ของยุโรปได้ในอนาคต    

                    อะไรกันจึงน่าที่จะเป็นทางออกพายุโรปไปสู่การเติบโตอีกครั้ง ผู้เชี่ยวชาญด้านอียูหลายท่านในยุโรปให้คำตอบว่า อียูจะกลับมาเติบโตได้อีกครั้ง ต้องมีการ “รีเซ็ต” หรือปรับเศรษฐกิจใหม่

                    กล่าวคือประเทศสมาชิกอียูจะกลับมาใช้ระบบปกป้องการค้าแบบแอบแฝงมากขึ้น โดยเฉพาะผ่านวาทกรรมสีเขียว (green discourse) เช่นการเก็บค่ารีไซเคิลกับสินค้านำเข้า (import tax on recycling fee)  ซึ่งจะสร้างภาระค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นให้กับประเทศส่งออกอย่างเอเชียและไทย—สำหรับไทย แม้การส่งออกไปอียูจะมีการหดตัวหลังการชะลอตัวของเศรษฐกิจยุโรปตั้งแต่ปี 2551 แต่หลังปี 2553 เป็นต้นมา ตัวเลขการส่งออกไทยไปอียูเพิ่มมากขึ้น (ยกเว้นสินค้าข้าวและผักสด) และมีแนวโน้มว่าวิกฤติเศรษฐกิจดังกล่าวจะไม่ส่งผลกระทบต่อไทยมากนัก เนื่องจากสินค้าที่ไทยส่งออกไปยังอียู เป็นสินค้าประเภทอาหาร ซึ่งเป็นสินค้าจำเป็น 

                    หากมองในแง่ดี การรีเซ็ตดังกล่าวน่าจะเป็นการกระตุ้นให้เกิดการเปลี่ยนกระบวนทัศน์ (paradigm shift) ไปสู่การเป็นเศรษฐกิจสีเขียวอย่างจริงจังได้มากขึ้น (ในประเด็นนี้ อียูประกาศแล้วว่า จะเป็นผู้นำผลักดันประชาคมโลกให้เปลี่ยนผ่านไปสู่เศรษฐกิจสีเขียวนี้อย่างจริงจัง ในการประชุมสหประชาชาติว่าด้วยการพัฒนาอย่างยั่งยืนหรือยูเอ็น ริโอ+20 เอิร์ธซัมมิต ซึ่งจะจัดขึ้น ณ กรุงริโอ ดิ จาไนโร ประเทศบราซิล ในเดือนมิถุนายน 2555)            

                    อีกหนทางที่จะนำไปสู่การเติบโตและแก้ไขปัญหาวิกฤติพร้อมๆ กัน ที่คณะกรรมาธิการยุโรปกำลังผลักดันคือ การปรับปรุงตลาดร่วม (common market) ให้มีศักยภาพเต็มขั้นมากกว่าที่เป็นอยู่เพราะว่า ปัจจุบันหลายๆ องค์ประกอบของตลาดร่วมยังมีอุปสรรคอยู่มากและไม่เป็นเสรีจริงตรงตามหลักการของตลาดร่วม เช่น การเคลื่อนย้ายถิ่นฐานของแรงงานยังมีข้อจำกัด หรือการมีตลาดร่วมแบบดิจิตอล ซึ่งปัจจุบันผู้บริโภคในยุโรปยังไม่มีความสะดวกในการสั่งซื้อสินค้า/บริการบนเว็บไซต์ของอีกประเทศสมาชิก เป็นต้น        

                    โดยสรุปแล้ว กล่าวได้ว่า เมื่อพูดถึงยุโรป ณ วินาทีนี้ คงไม่มีประเด็นอะไรจะร้อนเท่าวิกฤติหนี้ในยูโรโซน เพราะที่ผ่านมา มีหลายเหตุการณ์ที่ทำให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียกับเงินสกุลยูโรต้องอกสั่นขวัญแขวน ตั้งแต่กรณีอดีตนายกรัฐมนตรีกรีซประกาศให้มีการลงประชามติว่ากรีซควรจะรับความช่วยเหลืออีกรอบจากเหล่าประเทศสมาชิกยูโรโซนหรือไม่ ซึ่งหากไม่รับก็หมายความว่า กรีซอาจต้องออกจากยูโรโซน และหมดสมาชิกภาพการเป็นประเทศในสหภาพยุโรปหรืออียูไปโดยปริยายด้วย ซึ่งหากเป็นเช่นนั้นจริง คำถามที่ไม่มีใครในยูโรโซนอยากแม้แต่จะได้ยินคือ ถ้ากรีซไปจริง แล้วประเทศอื่นๆ ที่กำลังประสบปัญหาเดียวกันจะไม่พากันละทิ้งเงินสกุลยูโร แล้ววิ่งกลับไปใช้เงินสกุลเดิมของตน เพื่อลดค่าเงินแก้ปัญหาหรือ        

                    โชคดีที่ล่าสุด กรีซประกาศยกเลิกความคิดให้มีการลงประชามติดังกล่าว และจัดตั้งรัฐบาลแห่งชาติใหม่แล้ว แต่กระนั้น ประชาชนในยูโรโซนก็ยังมีเรื่องให้ต้องผวา เมื่อตลาดการเงินในประเทศเศรษฐกิจใหญ่ของยุโรปใต้อย่างอิตาลี ส่งสัญญาณเตือนว่า เกิดความไม่น่าเชื่อถือในบัญชีเดินสะพัดของรัฐบาลที่มีหนี้ท่วมท้น จนอัตราดอกเบี้ยพันธบัตรพุ่งสูงไปถึงร้อยละ 7 พอๆ กับประเทศที่เคยได้รับความช่วยเหลือเพราะมีหนี้ท่วมไปแล้วอย่าง กรีซ โปรตุเกส และไอร์แลนด์          

                     กว่าจะมาเป็น “สหภาพ” ของยุโรปในวันนี้ได้ อียูต้องประสบปัญหามากมาย แต่ด้วยความตั้งใจแน่วแน่และการแก้ไขปัญหาที่เป็นระบบ อียูก็ผ่านวิกฤติมาได้ทุกครั้ง โดยล่าสุดสนธิสัญญาลิสบอนซึ่งเป็นสิ่งที่หลายคนคิดว่า อียูไม่น่าทำได้ สุดท้ายก็สามารถลุล่วงไปได้และทำให้อียูเป็นปึกแผ่นขึ้น ในวิกฤติเศรษฐกิจที่หนักหนาสาหัสครั้งนี้ เป็นที่น่าติดตามและให้กำลังใจอียูอีกครั้งว่า “อียูจะเข้มแข็งขึ้นทุกครั้งหลังผ่านวิกฤติ” ได้อีกครั้งหรือไม่

    ติดตามข่าวคัดกรองที่เกี่ยวกับผลประโยชน์ไทยในยุโรปได้ที่ www.thaieurope.net