หลังจากนโยบายการทำประมงร่วมของอียู (EU common fisheries policy) มีผลบังคับใช้มากว่า 28 ปี คณะกรรมาธิการยุโรป (European Commission) ได้ออกแถลงการยอมรับว่า นโยบายดังกล่าวล้มเหลว โดยเฉพาะในประเด็นเรื่องระบบโควต้าที่ทำให้เกิดการจับปลาเกินขนาด (overfishing) และไม่ก่อให้เกิดความยั่งยืนในการบริโภคทรัพยากรทางทะเลภายในอียู ล่าสุด เมื่อวันที่ 13 ก.ค. 2554 คณะกรรมาธิการยุโรปได้ยื่นข้อเสนอให้มีการปฏิรูปนโยบายการทำประมงร่วมต่อคณะมนตรียุโรปและสภายุโรปแล้ว อย่างไรดี แผนการปฏิรูปนโยบายการทำประมงร่วมของอียูดังกล่าว อาจยังไม่ใช่คำตอบสุดท้าย เพราะเสียงสะท้อนจากตัวแทนสมาชิกสภายุโรป ตัวแทนจากองค์กรอิสระ และตัวแทนจากภาครัฐของประเทศสมาชิก ชี้ให้เห็นว่าแผนปฏิรูปดังกล่าวยังขาดมาตรการอันเป็นรูปธรรมและอาจนำไปสู่ปัญหาอื่นๆ ตามมา
    

                    ในฐานะ “สหภาพ” ที่ต้องมีนโยบายกลางให้ประเทศสมาชิกต้องปฏิบัติร่วมกันในสาขาต่างๆ เพื่อความเป็นเอกภาพและรักษาผลประโยชน์ร่วมกัน เช่น นโยบายการเกษตรร่วม (Common Agricultural Policy) หรือนโยบายความมั่นคงและการต่างประเทศร่วม (Common Foreign and Security Policy) นั้น นโยบายการทำประมงร่วม (Common Fisheries Policy) เป็นอีกหนึ่งสาขาที่สหภาพยุโรปหรืออียูมีนโยบายกลางที่ประเทศสมาชิกต้องปฏิบัติร่วมกัน    

                    นโยบายการทำประมงร่วม ซึ่งเริ่มใช้มาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2526 มีระบบโควต้าที่เรียกว่า “Total Allowable Catches—TACs” เป็นหัวใจสำคัญ โดยอียูจัดสรรโควต้าที่แต่ละประเทศสมาชิกสามารถจับปลาได้ ตามปริมาณการทำประมงที่แต่ละประเทศสมาชิกได้เคยทำเอาไว้ในปีก่อนหน้า ทั้งนี้ จุดประสงค์ของระบบโควต้าดังกล่าวมีขึ้น (ก) เพื่อป้องกันความขัดแย้งเมื่อเรือของประเทศสมาชิกหนึ่งเข้ามาทำประมงในน่านน้ำของประเทศสมาชิกหนึ่ง และ (ข) เพื่อรักษาความยั่งยืนของทรัพยากรประมง       

                     อย่างไรก็ดี ระบบโควต้าดังกล่าวให้ผลตรงข้ามกับวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้ในการรักษาความยั่งยืนของทรัพยากร กล่าวคือ เมื่อเรือประมงของประเทศสมาชิกอียูมีเทคโนโลยีและความสามารถในการจับปลาสูงขึ้น—กอปรกับรัฐมนตรีประมงของเหล่าประเทศสมาชิกไม่อยากเห็นโควต้าของประเทศตนถูกตัดทอน เพราะอาจส่งผลเชิงลบต่อคะแนนนิยมทางการเมืองในประเทศได้ ซึ่งนับเป็นการตัดสินใจระยะสั้น โดยไม่พิจารณาประโยชน์ระยะยาวของการรักษาทรัพยากรประมงให้ยั่งยืน—สิ่งที่เกิดขึ้นคือ เรือประมงจับปลาได้มากกว่าจำนวนโควต้าของตน ยังผลให้เกิดการต้องทิ้งปลาที่จับมาได้เกินโควต้าลงทะเล (discards) ไปอย่างน่าเสียดายถึงร้อยละ 75 หรือเทียบเท่ามูลค่า 5 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐต่อปี    

                     ปัญหาความไม่ยั่งยืนของนโยบายดังกล่าวส่งผลให้จำนวนทรัพยากรประมงในน่านน้ำของอียูลดลงต่อเนื่องตั้งแต่ทศวรรษ 90 จนทำให้อียูต้องหันมาพึ่งพาการนำเข้าสินค้าอาหารทะเลจากประเทศที่สาม รวมทั้งจากไทย โดยปัจจุบันอียูครองตำแหน่งผู้นำเข้าอันดับหนึ่งของโลกในสินค้าประเภทนี้ (สองในสามของจำนวนปลาที่ขายในอียูมาจากประเทศที่สาม)   

                     นอกจากนี้ การใช้ระบบ “top-down” บังคับให้เรือประมงปฏิบัติตามนโยบายที่ออกโดยส่วนกลางจากบรัสเซลส์ไม่ก่อให้เกิดแรงจูงใจในการแสดงความรับผิดชอบของประเทศสมาชิกในการรักษาความยั่งยืนของทรัพยากร     

                      กรรมาธิการยุโรปด้านกิจการทางทะเลและประมง นาง Maria Damanaki กล่าวยอมรับในความล้มเหลวของระบบโควต้าในนโยบายการทำประมงร่วมฉบับปัจจุบัน พร้อมเตือนว่าหากไม่มีการปฏิรูปนโยบายการทำประมงร่วม อียูจะเหลือแหล่งทรัพยากรประมงเพียง 8 จาก 136 แหล่งเท่านั้นภายในปี 2565 ซึ่งจะนำหายนะทางเศรษฐกิจและสังคมมาสู่อุตสาหกรรมประมงของอียู โดยเฉพาะจะเป็นจุดจบของอาชีพชาวประมงเรือเล็กที่ไม่มีความสามารถข้ามไปหาปลาในน่านน้ำอื่นได้  

                      แผนการปฏิรูป    เพื่อ (ก) แก้ไขปัญหาการจับปลามากเกินไปและการเพิ่มจำนวนทรัพยากรประมง (ข) รองรับการเติบโตของอุตสาหกรรมประมง และ (ค) การทำประมงด้วยความยั่งยืน (เพื่อชาวประมงมีความสามารถในการหาเลี้ยงชีพอย่างยั่งยืน) นาง Damanaki เสนอแผนการปฏิรูปดังนี้ 

                      1.    กำหนดให้การบริหารจัดการการทำประมงอยู่บนหลักฐานและความรู้ทางวิทยาศาสตร์

                       2.    ดำเนินการอย่างค่อยเป็นค่อยไปเพื่อลดจำนวนปลาที่ต้องทิ้งลงทะเลจากเรือประมงที่จับปลาได้เกินโควต้า โดยกำหนดให้เรือประมงต้องนำปลาที่จับได้ทั้งหมดขึ้นฝั่ง ซึ่งนั่นหมายความว่าประเทศสมาชิกจะต้องมีเทคโนโลยีในการตรวจสอบการปฏิบัติตามกฎระเบียบที่มีประสิทธิภาพ

                       3.    ใช้กลไกทางการตลาดเปลี่ยนให้โควต้าการจับปลาสามารถซื้อขายแลกเปลี่ยนได้ (individual tradable catch shares หรือ concessions) แทนที่จะถูกกำหนดโดยการตัดสินใจระยะสั้นที่มีนัยทางการเมืองภายใน โดยระบบโควต้าที่ซื้อขายแลกเปลี่ยนได้นี้จะทำให้เกิดการใช้เรือประมงอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นและไม่จับปลาเกินขนาด กล่าวคือ เจ้าของเรือแต่ละลำจะนำโควต้าที่ตนมีมารวมกัน เพื่อคิดคำนวณเลือกใช้เรือในจำนวน ขนาด และความสามารถที่เหมาะสมกับจำนวนโควต้าการจับปลาที่มีอยู่ ซึ่งหมายความว่าจะมีการใช้จำนวนเรือในการออกหาปลาน้อยลง และอียูสามารถกำหนดจำนวนปลาที่ต้องการให้จับได้ ทั้งนี้ อียูจะออกโควต้าระบบใหม่นี้ครั้งแรกในปี พ.ศ. 2557 หรือในอีก 3 ปีข้างหน้า โดยจะครอบคลุมปลาหลายพันธุ์ อาทิ เมคคาเรล แฮริง และทูน่า โดยจะมีปลาพันธุ์อื่นเข้าร่วมรายการในปีต่อๆ ไป อย่างไรก็ดี การซื้อขายแลกเปลี่ยนโควต้าในระบบใหม่นี้จะมีขึ้นในระดับประเทศสมาชิกเท่านั้น (ไม่มีในระดับสหภาพ) โควต้าเหล่านี้จะมีอายุที่สามารถใช้ได้อย่างน้อย 15 ปี

                        4.    ช่วยเหลือเรือประมงขนาดเล็ก ด้วยการกำหนดให้ประเทศสมาชิกอนุญาตให้เรือประมงเล็กของประเทศตนเข้าทำประมงในน่านน้ำภายใน 12 ไมล์ทะเลจากฝั่งได้ ทั้งนี้ จนถึงปีพ.ศ. 2565 โดยเรือประมงที่มีความยาวน้อยกว่า 12 เมตร และใช้ “passive fishing gear” จะไม่ถูกรวมเข้าไว้ในระบบการซื้อขายแลกเปลี่ยนโควต้าการจับปลาในระบบใหม่ดังกล่าว เพราะการทำประมงเรือเล็กมีลักษณะและความต้องการในการทำประมงแตกต่างจากการทำประมงด้วยเรือใหญ่

                         5.    ส่งเสริมการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำแทนการจับ เพื่อลดการจับปลาเกินขนาดและเพิ่มความยั่งยืนของแหล่งอาหารและการจ้างงาน (อัตราการเติบโตของอุตสาหกรรมเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำของอียูอยู่ที่เพียงร้อยละ 1 ต่อปี ในขณะที่อัตราดังกล่าวของจีนและเวียดนามอยู่ที่ร้อยละ 7-8)

                          6.    กำหนดให้อุตสาหกรรมประมงทั้งระบบมีวิธีการทำงานที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อลดผลกระทบของการจับปลาที่มีต่อระบบนิเวศน์

                          7.    เปลี่ยนการบริหารจากแบบ “top-down” เป็นการกระจายอำนาจที่เอื้อให้ส่วนท้องถิ่นของแต่ละประเทศสมาชิกสามารถตัดสินใจเลือกใช้วิธีอนุรักษ์ทรัพยากรที่เหมาะสมกับแต่ละท้องถิ่นได้เอง อย่างไรก็ดี หลักนโยบายทั่วไปและเป้าประสงค์จะยังออกโดยส่วนกลางจากกรุงบรัสเซลส์ ทั้งนี้ การกระจายอำนาจจากศูนย์กลางดังกล่าวจะเป็นการเพิ่มแรงจูงใจในการรักษาทรัพยากรในหมู่ชาวประม

                           8.    พัฒนาทางเลือกในการบริหารจัดการประมง

                           9.    ปรับปรุงการเก็บข้อมูลและการรักษาฐานข้อมูล 

                           10. กำหนดให้มีการแจ้งผู้บริโภคให้ทราบถึงคุณภาพและความยั่งยืนของแหล่งที่มาของผลิตภัณฑ์ประมงที่จะเลือกซื้อ

                           11. จัดสรรเงินทุน European Maritime and Fisheries Fund (EMFF) จำนวน 6.7 พันล้านยูโร สำหรับปีพ.ศ. 2557-2563 ซึ่งส่วนหนึ่งของเงินทุนดังกล่าวจะใช้ช่วยเหลือเรือประมงเล็ก โดยให้ประเทศสมาชิกกำหนดให้มีการทำประมงในน่านน้ำภายใน 12 ไมล์ทะเลจากฝั่งได้ จนถึงปีพ.ศ. 2565

                            12. ผลักดันให้แผนปฏิรูปนโยบายการทำประมงร่วมดังกล่าวได้รับการอนุมัติและมีผลบังคับใช้ภายในวันที่ 1 มกราคม 2556 เพื่อควบคุมการจับปลาในน่านน้ำอียูให้อยู่ภายในระดับที่ทรัพยากรประมงจะสามารถเติบโตได้อย่างยั่งยืนได้ ภายในปีพ.ศ. 2558

มิติด้านการต่างประเทศของแผนปฏิรูปนโยบายการทำประมงร่วม
นอกจากการปฏิรูปภายในแล้ว อียูยังมีความมุ่งมั่นที่จะเป็นผู้นำในการส่งเสริมธรรมาภิบาลและการจัดการที่ดีเพื่อความยั่งยืนของการใช้แหล่งทรัพยากรในอุตสาหกรรมประมงทั่วโลกผ่าน

                             1.     การเพิ่มความเข้มงวดในการบังคับใช้กฎระเบียบการป้องกัน ขัดขวาง และกำจัดการจับปลาที่ผิดกฎหมาย   ขาดการรายงานและการควบคุม (IUU—Illegal, Unreported and Unregulated)  กับประเทศที่สาม รวมทั้งไทยที่ส่งออกผลิตภัณฑ์ประมงมายังอียู โดยอียูอ้างว่าการที่ตนเป็นผู้นำเข้าผลิตภัณฑ์ประมงรายใหญ่ที่สุดในโลก ตนควรมีความรับผิดชอบที่จะช่วยป้องกันไม่ให้เกิดการทำประมงที่ไม่ยั่งยืนและผิดกฎหมาย ดั้งนั้น หากประเทศใดต้องการทำการค้ากับอียูในสาขานี้ก็จะต้องปฏิบัติตามกฎระเบียบดังกล่าว โดยเรือประมงของประเทศที่สาม ที่ประสงค์จะเข้ามาในน่านน้ำอียูเพื่อนำผลิตภัณฑ์ทางทะเลขึ้นฝั่งหรือเปลี่ยนถ่ายจะต้องมีใบรับรองการทำประมง (catch certificate) หน่วยงานที่มีอำนาจ (competent authority—CA) ในประเทศที่เรือของตนลงทะเบียนไว้ อนุมัติแล้วว่าผลผลิตทางทะเลเหล่านั้นไม่ได้มาจากการทำประมงที่ผิดกฎหมาย ขาดการรายงาน และการควบคุม    

                              2.   การเพิ่มบทบาทของอียูในเวที Food and Agriculture Organisation (FAO) ของสหประชาชาติ ซึ่งหนึ่งในความร่วมมือระหว่างประเทศสมาชิกในกรอบดังกล่าว คือการใช้มาตรการรัฐท่าเรือ (Port State Measures—PSM) เป็นเครื่องมือปราบปรามและป้องกันการทำประมงที่ผิดกฎหมาย ขาดการรายงาน และการควบคุม แทนการพึ่งพารัฐเจ้าของธง (flag state) ที่ไม่ประสบความสำเร็จในการควบคุม โดย PSM กำหนดให้รัฐท่าเรือ (port states) ต้องตรวจสอบและควบคุมเรือประมงต่างชาติที่เข้ามาใช้ท่าเรือของรัฐตน ให้ปฏิบัติตามข้อกำหนด อาทิ การต้องแจ้งล่วงหน้าก่อนเข้าท่าเรือ การใช้ท่าเรือ การนำสินค้าประมงขึ้นฝั่งหรือถ่ายสินค้าประมงไปยังเรือประมงอื่น การตรวจสอบเรือประมง และการตรวจสอบบัญชีรายชื่อเรือประมงที่ทำผิด IUU (แม้ไทยจะเป็นสมาชิก FAO แต่ไทยยังมิได้เป็นภาคีในกรอบ PSM อย่างไรก็ดี หากเรือของไทยเข้าใช้ท่าเรือที่เป็นภาคีในกรอบ PSM ไทยก็ต้องปฏิบัติตามข้อกำหนด PSM)    ทั้งนี้ ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่า การใช้ใบรับรองการทำประมงในกฎระเบียบ IUU ของอียู เป็นมาตรการต่อยอดจาก PSM ในการควบคุมรัฐท่าเรือ ซึ่งในกรอบ PSM อียูไม่สามารถกระทำได้โดยตรงเพราะจะเป็นการล่วงอำนาจอธิปไตยของรัฐอื่น        

                                3.     การเพิ่มบทบาทของอียูในกรอบความร่วมมือระหว่างประเทศ Regional Fisheries Management Organisations (RFMO หรือ RFO)       

                                4.   ความตกลง Sustainable Fisheries Agreements กับประเทศที่สาม เพื่อให้คำมั่นแก่ประเทศเหล่านั้นว่า เรือประมงของอียูจะเข้าทำประมงในน่านน้ำของประเทศเหล่านั้น ก็ต่อเมื่อประเทศเหล่านั้นไม่สามารถหรือไม่ต้องการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรประมงในน่านน้ำของตนเท่านั้น

ความท้าทายของการดำเนินแผนปฏิรูปฯ  

                                 1.     หากมีการหยุดทิ้งปลาลงทะเลและนำปลาที่จับได้ทั้งหมดขึ้นฝั่งตามระเบียบใหม่จริง อียูจะต้องหามาตรการช่วยเหลือชาวประมงให้สามารถจัดการกับจำนวนปลาทั้งหมดที่นำขึ้นมาได้ เช่น การสร้างห้องเย็นเก็บปลาบริเวณพื้นที่นำปลาขึ้นจากฝั่ง การเชิญชวนให้ผู้บริโภคเพิ่มช่องทางในการใช้ประโยชน์จากปลา การให้ซุปเปอร์   มาร์เก็ตต่างๆ หายุทธวิธีในการเชิญชวนผู้บริโภคให้หันมารับประทานปลาที่ยังไม่เป็นที่นิยมให้มากขึ้น เป็นต้น 

                                  2.     กรอบเวลาของแผนปฏิรูปฯ ที่จะทำให้จำนวนทรัพยากรประมงในน่านน้ำอียูกลับมาสู่ระดับที่สามารถเติบโตได้อย่างยั่งยืน ภายในปีพ.ศ. 2558 ดังกล่าวอาจเป็นไปได้ยากเพราะแผนปฏิรูปนี้จะไม่มีผลบังคับใช้จนกระทั่ง 1 มกราคม พ.ศ. 2556 ซึ่งหมายความว่ามีเวลาเพียงแค่ 2 ปีเท่านั้นในการดำเนินการ 

                                   3.     คณะกรรมาธิการยุโรปยังไม่มีแผนการออกมาเป็นรูปธรรมว่าจะทำการกระจายอำนาจการตัดสินใจสู่ท้องถิ่นอย่างไร จะใช้รูปแบบใด และหน่วยงานใดเป็นผู้บริหารจัดการ     

                                   4.  การใช้ความยาวของเรือเพื่อกำหนดว่าเรือประเภทใดเป็นเรือประมงเล็กอาจเป็นคำจำกัดความที่ไม่เพียงพอเพราะมีเรือประมงขนาดเล็กจำนวนมากที่ใช้เครื่องมือเทคโนโลยีสูงในการจับปลา ความท้าทายจึงอยู่ที่ว่าจะทำอย่างไรให้สามารถนำเรือประมงเล็กเข้าไปอยู่ภายใต้ระบบการซื้อขายโควต้าใหม่นี้ได้ด้วย

                                    5.     การมีกรอบการพัฒนาอุตสาหกรรมเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำเพื่อลดการจับปลาเกินขนาดและเพิ่มความยั่งยืนของแหล่งอาหารและการจ้างงานเป็นสิ่งที่ดี แต่การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำมักมีความแตกต่างกันในแต่ละพื้นที่ ดังนั้น สมควรหรือไม่หากคณะกรรมาธิการจะเสนอให้ใช้กรอบการพัฒนาดังกล่าวกับทุกประเทศสมาชิก

                                    6.     ควรผลักดันให้มีการใช้กฎหมายเป็นตัวกำหนดกลไกต่างๆ ในแผนปฏิรูปฯ แทนการใช้หลักฐานทางวิทยาศาสตร์   

                                    7.     ผู้แทนประเทศสมาชิกบางประเทศ เช่น เยอรมนี โต้แย้งว่า ปัญหาที่แท้จริงของการจับปลาเกินขนาดไม่ได้อยู่ที่ระบบโควต้า แต่เป็นเพราะระเบียบควบคุมการบังคับใช้ไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอ “การมีความสามารถในการจับปลาสูง (เกินโควต้า)” (overcapacity) ไม่ใช่เรื่องน่าอับอายและเป็นเรื่องดี แต่ความท้าทายอยู่ที่ว่าจะเปลี่ยนความสามารถดังกล่าวให้กลายเป็นผลตอบแทนที่คุ้มค่าได้อย่างไร (“overcapacity is still profitable”)     

                                     สำนักข่าว BBC รายงานด้วยว่า กลุ่มสิ่งแวดล้อม Oceana แสดงความกังวลต่อการที่คณะกรรมาธิการยังไม่มีกลไกที่ชัดเจนในการจัดการกับปลาเกินโควต้าที่เรือประมงต้องนำขึ้นฝั่งทั้งหมดแทนการทิ้งลงทะเล แผนการดังกล่าวของคณะกรรมาธิการอาจนำไปสู่แรงจูงใจในการจับปลาเกินโควต้า เพราะท้ายที่สุด ชาวประมงก็จะสามารถนำปลาเกินโควต้าเหล่านั้นมาขายได้ นอกจากนี้ กลุ่ม World Wildlife Fund (WFF) กล่าวเตือนว่าการออกโควต้าที่สามารถซื้อขายแลกเปลี่ยนได้อาจนำไปสู่การผูกขาดการทำประมงเฉพาะในหมู่เรืออุตสาหกรรมใหญ่เพียงไม่กี่กองเรือเท่านั้น

ผลกระทบต่อไทย
                                      1.    ปัจจุบัน ไทยส่งออกร้อยละ 30 ของผลิตภัณฑ์ประมงทั้งหมดที่ผลิตได้ไปยังอียู โดยมีญี่ปุ่นและสหรัฐฯ เป็นตลาดที่ใหญ่ที่สุดตามลำดับ หากแม้ว่าแผนปฏิรูปนโยบายการทำประมงร่วมของอียูฉบับนี้จะทำให้ทรัพยากรประมงของอียูกลับมาเติบโตและอียูสามารถใช้การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำรองรับความต้องการของตลาดแทนการพึ่งพาการทำประมงอย่างเดียวได้จริง ไทยในฐานะคู่ค้ารายใหญ่ของอียูในสาขานี้ ก็ไม่น่าจะต้องมีความกังวล เพราะความต้องการอาหารประเภทนี้ในอียูยังคงมีสูง โดยผู้เชี่ยวชาญไทยเชื่อว่าอียูยังคงจะต้องนำเข้าสินค้าประมงจากประเทศที่สาม รวมทั้งจากไทย เป็นจำนวนมากต่อไป 

                                       2.    การปฏิรูปนโยบายการทำประมงร่วมของอียูอาจเป็นแนวทางปฏิบัติที่ไทยและประเทศในอาเซียนสามารถศึกษาไว้ใช้ประโยชน์ได้ โดยเฉพาะในช่วงเปลี่ยนผ่านเข้าสู่การเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือการเป็น “ตลาดเดียว” เหมือนกับสหภาพยุโรป กล่าวคือ เมื่อมีการรวมเศรษฐกิจเป็นตลาดเดียว ประเทศสมาชิกแต่ละประเทศที่เคยมีระบบการจัดการอุตสาหกรรมต่างๆ เช่นการเกษตรและการประมง ที่ไม่เหมือนกัน จะต้องกำหนดนโยบายร่วมกันในสาขานั้นๆ เพื่อให้สามารถทำงานร่วมกันในตลาดเดียวนี้ได้ ดังนั้น การศึกษานโยบายการทำประมงร่วมของอียู จึงถือเป็นประโยชน์ เพราะจะช่วยให้ไทยและอาเซียนสามารถประหยัดเวลาและทรัพยากร หลีกเลี่ยงไม่ทำสิ่งที่อียูเคยได้ทำผิดพลาดไว้ หรือแม้แต่พัฒนาต่อยอดจากประสบการณ์ของอียู เพื่อให้มีความเหมาะสมกับบริบทของไทยและอาเซียน    

                                       3.    เมื่ออียูเข้มงวดกับผู้ประกอบการภายใน ซึ่งจะส่งผลกระทบเชิงลบต่อความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมประมงอียูอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ อียูก็ต้องหันมาเข้มงวดกับผู้ส่งออกประเทศที่สาม ผ่านการบังคับใช้กฎระเบียบต่างๆ เช่น IUU เพื่อให้เกิด “ความสมดุล” ในการแข่งขันระหว่างภายในและภายนอกสหภาพฯ ด้วย น่าจับตาดูว่า อียูจะออกกฎระเบียบอื่นๆ เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมภายในของตนอีกหรือไม่

กรอบเวลา
30 พ.ย. 2554—คณะกรรมาธิการอภิปรายข้อเสนอการปฏิรูปฯ
ภายใน 31 ธ.ค. 2555—คณะมนตรีและสภายุโรปเห็นชอบต่อข้อเสนอ
1 ม.ค. 2556—แผนปฏิรูปฯ มีผลบังคับใช้
พ.ศ. 2557—เริ่มการซื้อขายโควต้าในระบบใหม่
พ.ศ. 2558—อียูมีจำนวนทรัพยากรเพิ่มขึ้นในระดับที่เติบโตได้อย่างยั่งยืน