ด้วย European Institute for Asian Studies ได้จัดการสัมมนาเรื่อง The Impact of the EU-Korea FTA on EU’s Trade Relations in the Region เมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน 2554 โดยมี Mr. Peter Berz (Acting Head of Unit, Trade Relations with South Asia, Korea and ASEAN, DG TRADE) H.E. Mr. David Lin (Representative of Taipei Representative Office in the EU and Belgium) H.E. Mr. Dato Zainuddin Yahya (Ambassador of Malaysia to Belgium, the EU and Luxembourg) Mr. Yonghyup Oh (visiting Fellow at the Centre for European Policy Studies) และ Mr. Pascal Kerneis (Managing Director of the European Services Forum, Advisor to BusinessEurope) เป็นวิทยากร โดยแต่ละท่านมีมุมมองเกี่ยวกับผลกระทบจาก EU-Korea FTA ต่อประเทศต่างๆ ภูมิภาคเอเซีย รวมทั้งอาเซียน ดังนี้

                    1. Mr. Peter Berz เห็นว่ายังลำบากที่จะคาดการณ์ถึงผลกระทบในภาพรวมทั้งหมดหลังจากที่ FTA มีผลบังคับใช้เพียงครึ่งปี แม้ว่ามูลค่าการส่งออกของสหภาพฯ ไปยังเกาหลีจะเพิ่มขึ้นตามที่ได้คาดการณ์ไว้ก็ตาม แต่อาจกล่าวได้ว่าการจัดทำ FTA กับเกาหลีเป็นการเริ่มต้นที่เหมาะสมในการเข้าไปผูกสัมพันธ์ทางการค้ากับประเทศต่างๆ ในเอเซีย และขณะนี้ก็ได้เริ่มต้นการเจรจา FTA แล้วกับหลายประเทศ เช่น สิงคโปร์ มาเลเซีย และอยู่ระหว่างการทำ Scoping Exercise กับญี่ปุ่น และคาดว่าหลายประเทศในอาเซียนคงจะเริ่มเจรจากับสหภาพฯ ในไม่ช้า เช่น อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ เวียดนาม และไทย ส่วนอินเดียนั้นคาดว่าจะสามารถสรุปผลได้ในช่วงการประชุม Summit ต้นปีหน้า นอกจากนี้ สหภาพฯ ยังได้จับตามองความเคลื่อนไหวของสหรัฐฯ ในภูมิภาคนี้เช่นกัน เช่น การจัดทำ FTA กับประเทศต่างๆ และการจัดทำ TPP และเห็นว่าสหภาพฯ ยังสามารถรักษาระดับความก้าวหน้าในการเข้าไปผูกสัมพันธ์ทางการค้ากับเอเซียได้ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าสหรัฐฯ อย่างไรก็ตาม ยังคงต้องรอดูต่อไปว่าแนวทางการจัดทำ FTA กับแต่ละประเทศสมาชิกอาเซียนนั้น จะเป็นการส่งเสริมหรือเป็นอุปสรรคต่อการรวมกลุ่มของประเทศอาเซียน และ         อาเซียนจะกลับมาเจรจาในระดับภูมิภาคกับสหภาพฯ หรือไม่ในอนาคต

                     2. H.E. David Lin เห็นว่า EU-Korea FTA ส่งผลกระทบต่อความสามารถในการแข่งขันของไต้หวันและต่อบริษัทของสหภาพฯ ที่ได้เข้าไปลงทุนในไต้หวันแล้ว จึงพยายามชี้ให้เห็นว่าไต้หวันมีความจำเป็นที่จะต้องจัดทำความร่วมมือทางเศรษฐกิจ (Economic Cooperation Agreement) กับสหภาพฯ โดยนำเสนอข้อมูลเกี่ยวกับประโยชน์ที่สหภาพฯ จะได้รับและความพร้อมของไต้หวัน เช่น มีการเติบโตทางเศรษฐกิจสูงมาก (ร้อยละ 14-15 ต่อปี) เป็นแหล่ง supply ด้าน ICT ให้แก่สหภาพฯ สามารถใช้ไต้หวันเป็น Hub ในเรื่องการค้าบริการ การเงิน นวัตกรรมชีวภาพ และ การขนส่งได้ ใช้เป็นฐานในการลงทุนและค้าขายกับจีนและประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคได้เนื่องจากไต้หวันมีความตกลงทางการค้ากับจีนและหลายประเทศในภูมิภาคเอเซีย มีกฎระเบียบเกี่ยวกับมาตรฐานต่างๆ การลงทุนและการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาที่สอดคล้องกับมาตรฐานของสหภาพฯ ทำให้มีสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่เหมาะสมและดึงดูดการลงทุน

                     3. H.E. Dato Zainuddin Yahya เห็นว่า EU-Korea FTA เป็น milestone และเป็นแม่แบบในการจัดทำ FTA กับประเทศต่างๆ ในเอเซียด้วย แต่ขณะนี้ยังคงไม่สามารถประเมินผลกระทบต่ออาเซียนได้อย่างชัดเจน แต่เห็นว่าในระยะสั้นอาจจะมีผลกระทบไม่มากนัก แต่ในระยะกลางถึงระยะยาวอาจทำให้เกิดพลวัตรต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมของการทำธุรกิจในอาเซียน โดยประเทศที่น่าจะได้รับผลกระทบคือประเทศที่มีสินค้าส่งออกคล้ายคลึงกับเกาหลี เช่น อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ยานยนต์และชิ้นส่วน และเซมิคอนดักเตอร์ เป็นต้น ในขณะเดียวกันอาเซียนก็อาจใช้ความสัมพันธ์ทางการค้ากับเกาหลีเป็นช่องทางในการใช้ประโยชน์ทางอ้อมจาก EU-Korea FTA ได้ ซึ่งภาคเอกชนจำเป็นต้องปรับตัวเพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว อย่างไรก็ตาม แม้ว่าอาเซียนจะยังไม่มี FTA กับสหภาพฯ แต่มูลค่าการค้าระหว่างสองภูมิภาคในปัจจุบันก็อยู่ในระดับสูงอยู่แล้ว ดังนั้น EU-Korea FTA จึงไม่น่าจะมีผลกระทบหรือเป็นภัยคุกคามทางการค้าแก่อาเซียน

                     4. Mr. Yonghyup Oh เห็นว่า ผลกระทบต่อประเทศอื่นในเอเซียยังไม่เด่นชัดมากนัก ยกเว้นประเทศที่มีอุตสาหกรรมที่แข่งขันโดยตรงกับเกาหลี อย่างไรก็ตาม EU-Korea FTA จะเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างสหภาพฯ และเกาหลีในด้านอื่นๆ แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น ซึ่งอาจส่งผลให้เกิดปฏิกริยาทางการเมืองจากประเทศรอบด้าน เช่น จีน เป็นต้น

                     5. Mr. Pascal Kerneis เห็นว่า EU-Korea FTA ทำให้มาเลเซีย ไต้หวัน และญี่ปุ่นต้องการจัดทำ FTA กับสหภาพฯ บ้าง เพื่อรักษาระดับความสามารถในการแข่งขันให้แก่อุตสาหกรรมของตน ซึ่งตรงกับความคาดหวังของภาคเอกชนสหภาพฯ ที่ต้องการเปิดตลาดเอเซียให้มากที่สุด ในการนี้ ได้ย้ำว่าภาคเอกชนสหภาพฯ ต้องการ FTA ที่ deep and comprehensive ซึ่งครอบคลุม 1) การยกเลิกภาษีอย่างน้อยร้อยละ 95 ของรายการสินค้าทั้งหมด 2) การเปิดตลาดด้านบริการและการลงทุน (รวมทั้งคุ้มครองการลงทุนด้วย) 3) การเปิดตลาดจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐทุกระดับ 4)การคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา (รวมทั้งเรื่องการคุ้มครองข้อมูล) 5) การมี RoO ที่สอดคล้องและไม่ซับซ้อน 6) การมีความโปร่งใสในการออกกฎระเบียบ 7) การควบคุมการแข่งขันให้มีความเป็นธรรม และ 8) มีกลไกระงับข้อพิพาทแยกต่างหากจาก WTO โดยเน้นว่าการเปิดตลาดด้านบริการ การลงทุน และจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐมีความสำคัญมากกว่าการเปิดตลาดสินค้า รวมทั้งให้ความสำคัญกับการขจัดอุปสรรคทางการค้าหลังจุดผ่านแดน อย่างไรก็ตาม เห็นว่า EU-Korea FTA คงไม่ก่อให้เกิดแรงกดดันให้จีนหันมาสนใจจัดทำ FTA กับสหภาพฯ แต่การที่สหภาพฯ ได้ริเริ่มเจรจากับจีนในเรื่องการคุ้มครองการลงทุนเป็นสิ่งที่สอดคล้องกับความต้องการของภาคเอกชนสหภาพฯ แล้ว6.    ในช่วงการถาม-ตอบ มีประเด็นที่น่าสนใจดังนี้

                     6.1 ต่อข้อซักถามเกี่ยวกับการใช้ประโยชน์จาก EU-Korea FTA ในมุมมองของภาคเอกชน Mr. Pascal เห็นว่าภาคเอกชนพยายามจะใช้ประโยชน์ให้ได้เต็มที่ แต่ปัญหาอยู่ที่ความแตกต่างของ RoO ใน FTA แต่ละฉบับ ทำให้หลายบริษัทไม่สามารถปรับเปลี่ยน Supply Chain เพื่อให้สอดคล้องกับ RoO ได้ทั้งหมด เนื่องจากจะทำให้ต้นทุนสูงขึ้นกว่าสิทธิประโยชน์ทางภาษีที่จะได้รับจาก FTA

                     6.2 ต่อข้อซักถามเกี่ยวกับการตั้งเงื่อนไขของสหภาพฯ ให้ประเทศคู่ค้าจัดทำ PCA ก่อนที่จะจัดทำ FTA H.E. Dato Yahya และ Mr. Pascal เห็นว่าสหภาพฯ ไม่ควรกำหนดเงื่อนไขดังกล่าว เพราะความตกลงทั้งสองฉบับมีวัตถุประสงค์และเนื้อหาที่แตกต่างกัน และความเชื่อมโยงดังกล่าวทำให้การเจรจาเกิดความล่าช้า นอกจากนี้ Mr. Pascal ให้ข้อสังเกตว่า ปัจจุบันสหรัฐฯ ได้เริ่มหารือถึงความเป็นไปได้ในการจัดทำความตกลงทางการค้ากับสหภาพฯ ในแต่ละเรื่องแยกต่างหากจากกัน แทนการจัดทำ FTA ซึ่งรวมทุกเรื่องเข้าไว้ในความตกลงฉบับเดียว ซึ่งแนวทางดังกล่าวทำให้ไม่เกิดประเด็นปัญหาว่าจะต้องมีการจัดทำ PCA กันก่อนหรือไม่

                      6.3    ต่อข้อซักถามเกี่ยวกับการที่สหรัฐฯ ให้ความสำคัญกับภูมิภาคเอเซียและอาเซียนมากกว่าสหภาพฯ ดังจะเห็นได้จากการผลักดันและขยายวงการเจรจา TPP  Mr. Berz ไม่เห็นด้วยกับข้อสังเกตดังกล่าว และชี้แจงว่า Trade Commissioner Karel De Gucht ได้เดินทางไปเยือนภูมิภาคเอเซียบ่อยกว่าภูมิภาคอื่น และสหภาพฯ ก็อยู่ระหว่างการเจรจากับหลายประเทศในเอเซียและอาเซียนในขณะนี้และอาจมีความคืบหน้ามากกว่าการเจรจา TPP ด้วย อย่างไรก็ตาม Mr. Pascal เห็นว่าสหภาพฯ ยังคงเชื่องช้าในการจัดทำ FTA กับประเทศต่างๆ เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศในเอเซียและอาเซียน ทำให้ภาคเอกชนของสหภาพฯ เสียโอกาสในทางการค้าไปมากแล้ว