เมื่อวันที่ 30 มกราคม 2555 องค์กรอุทธรณ์ของ WTO ได้ยืนยันคำตัดสินของคณะกรรมการฯ ที่มีเมื่อเดือนกรกฎาคม 2554 ว่า การจำกัดการส่งออกวัตถุดิบสำคัญของจีนเป็นมาตรการปกป้องทางการค้าที่ละเมิดกฎระเบียบของ WTO เนื่องจากกฎเกณฑ์การอนุญาตการส่งออกของจีนที่ใช้กับการออกผลิตภัณฑ์หลายอย่าง และจำกัดการส่งออกวัตถุดิบนั้นขัดกับกฎของ WTO นอกจากนี้ การกำหนดโควตาการส่งออกของจีนในวัตถุดิบบางประเภทก็ขัดกับกฎของ WTO เช่นกัน

                    ภูมิหลัง

                    จีนมีมาตรการการจำกัดการส่งออกวัตถุดิบหลักที่สำคัญ เช่น บ็อกไซต์ ถ่านหินโค้ก ฟลูออสปาร์ แมกนีเซียม แมงกานีส ซิลิคอน ซิลิคอนคาร์ไบด์ ฟอสฟอรัสเหลือง และสังกะสี โดยจีนได้จำกัดการส่งออกในรูปของการกำหนดโควตา การเรียกเก็บภาษีส่งออก การใช้เหตุผลทางเทคนิกให้มีการขออนุญาต และการกำหนดราคาส่งออกต่ำที่สุด

                   การจำกัดการส่งออกวัตถุดิบดังกล่าวก่อให้เกิดผลกระทบอย่างรุนแรงต่อประเทศผู้ผลิตเพราะไม่สามารถหาวัตถุดิบจากแหล่งอื่นนอกจีน รวมทั้งราคาวัตถุดิบในตลาดโลกสูงขึ้นมาก ในขณะที่ทำให้ราคาวัตถุดิบในตลาดภายในประเทศจีนเองต่ำลงเนื่องจากอุปทานตลาดในประเทศเพิ่มสูงขึ้นมาก ส่งผลให้อุตสาหกรรมภายในประเทศจีนเองมีความได้เปรียบทางการแข่งขัน โดยอุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบเช่น เคมีภัณฑ์ เหล็ก โลหะที่ไม่ใช่เหล็ก รวมทั้งผู้ผลิตปลายน้ำที่ผลิตผลิตภัณฑ์ เช่น กระป๋องเครื่องดื่ม ซีดี อิเล็กทรอนิกส์ ยานยนต์ เซรามิก ตู้เย็น แบตเตอรี่ ยา ฯลฯ1.3. เมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 2552 สหภาพฯ สหรัฐฯ และต่อมาเม็กซิโก ได้ยื่นขอหารือกับจีนภายใต้กระบวนการระงับข้อพิพาทขององค์การการค้าโลก (WTO) โดยกล่าวหาว่าการกระทำของจีนดังกล่าวขัดกับกฎเกณฑ์การค้าระหว่างประเทศรวมถึงพันธกรณีในพิธีสารเข้าเป็นสมาชิก WTO ของจีน (Articles VIII, X, and XI ภายใต้ GATT 2537 และ ย่อหน้า 5.1, 5.2, 8.2, and 11.3 ตอนที่ 1 ในพิธีสารเข้าเป็นสมาชิก WTO ของจีน รวมทั้งข้อผูกมัดของจีนภายใต้ย่อหน้า 1.2 ตอนที่ 1 ในพิธีสารฯ) โดยสหภาพฯ ได้เคยยกเรื่องนี้ขึ้นหารือกับจีนหลายครั้งในช่วงหลายปีที่ผ่านมาแต่ไม่ประสบผลสำเร็จ จึงประสงค์ที่จะใช้กระบวนการระงับข้อพิพาทของ WTO หาข้อสรุปร่วมกับจีน โดยกรรมาธิการด้านการค้า (Baroness Ashton) กล่าวว่าการจำกัดการส่งออกของจีนเป็นการบิดเบือนการแข่งขัน ทำให้ราคาตลาดโลกสูงขึ้น และทำให้อุตสาหกรรมของยุโรปประสบความลำบากยิ่งขึ้นในวิกฤติเศรษฐกิจปัจจุบัน ในขณะที่ผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (นาย Ron Kirk) ได้กล่าวหาว่าจีนดำเนินนโยบายอุตสาหกรรมที่สร้างปัญหา (troubling industrial policy) จำกัดการส่งออกเพื่อให้อุตสาหกรรมในประเทศได้เปรียบในการใช้วัตถุดิบเหล่านั้นเป็นปัจจัยการผลิตมากกว่าอุตสาหกรรมในต่างประเทศ   

                    ต่อมาประเทศต่างๆ ได้แก่ อาร์เจนตินา บราซิล แคนาดา ชิลี กัมพูชา เอกวาดอร์ อินเดีย ญี่ปุ่น เกาหลี นอร์เวย์ ซาอุดิอาระเบีย ไต้หวัน และตุรกี ได้เข้าร่วมเป็น third parties ในกระบวนการระงับข้อพิพาทดังกล่าว

                    เมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2554 คณะกรรมการวินิจฉัยข้อพิพาทภายใต้ WTO ได้มีผลการตัดสินครั้งแรก โดยสนับสนุนข้อกล่าวหาของผู้ฟ้องเกือบทั้งหมด โดยจีนได้ยื่นอุทธรณ์คำวินิจฉัยของคณะกรรมการฯ เมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2554

                   สถานะปัจจุบัน

                   นอกจากที่องค์กรอุทธรณ์ของ WTO ได้ยืนยันคำตัดสินของคณะกรรมการฯ ที่มีเมื่อเดือนกรกฎาคม 2554 ว่า
การจำกัดการส่งออกวัตถุดิบสำคัญของจีนเป็นมาตรการปกป้องทางการค้าที่ละเมิด
กฎระเบียบของ WTO
เนื่องจากกฎเกณฑ์การอนุญาตการส่งออกของจีนที่ใช้กับการออกผลิตภัณฑ์
หลายอย่าง และจำกัดการส่งออกวัตถุดิบนั้นขัดกับกฎของ WTO แล้ว มาตรการดังกล่าวของจีนไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าเป็นมาตรการที่มีเพื่อการการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและปกป้องสิ่งแวดล้อม โดยจีนไม่สามารถแสดงว่ามีการวางมาตรการดังกล่าวร่วมกับการจำกัดการผลิตหรือการบริโภควัตถุดิบในประเทศเพื่อเป็นการอนุรักษ์วัตถุดิบ

                    นอกจากนี้ การกระทำของจีนยังขัดกับพันธกรณีในพิธีสารการเข้าเป็นสมาชิก WTO ซึ่งในพิธีสาร จีนได้รับรองที่จะไม่ใช้โควตาการส่งออก (จำกัดในจำนวนที่สามารถส่งออก) นอกจากนี้ คณะกรรมการฯ พบว่าภาษีการส่งออกของจีนไม่เป็นไปตามข้อตกลงที่จีนตกลงในพิธีสารการเข้าเป็นสมาชิก WTO ดังนั้น องค์กรอุทธรณ์จึงสั่งการให้จีนดำเนินการโควตาส่งออกและภาษีศุลกากรแร่ธาตุสำคัญ เช่นแมกนีเซียม และสังกะสี ให้เป็นไปตามระเบียบข้อบังคับอย่างรวดเร็วสรุปคำตัดสินขององค์กรอุทธรณ์ ปรากฏตาม http://www.wto.org/english/news_e /news12_e/394_39 5_398abr_e.htm

                   ขั้นตอนต่อไป
ในขั้นตอนต่อไป สหภาพฯ และผู้ฟ้องร่วมจะขอให้มีการรับรายงานของคณะกรรมการระงับข้อพิพาทของ WTO ภายใน 30 วัน ซึ่งจีนจะต้องปรับมาตรการให้เป็นไปตามคำตัดสินภายในระยะเวลาที่เหมาะสม

                    ข้อสังเกต
                   – คาดว่าคำตัดสินนี้ อาจกลายเป็นคดีตัวอย่างที่ทำให้หลายประเทศออกมาเรียกร้องให้จีนดำเนินการตามคำตัดสินดังกล่าวกับแร่หายาก (rare earth) ที่ยังมิได้รวมในคดีนี้ และก็มีความเป็นไปได้ที่กระบวนการระงับข้อพิพาทของ WTO จะตัดสินให้จีนแพ้อีกครั้ง เนื่องจากจีนเป็นผู้ผลิต rare earth ร้อยละ 90 ของโลกที่ใช้ในการผลิต คอมพิวเตอร์ โทรศัพท์มือถือ รถยนต์ไฮบริด และกังหันลม ซึ่งจีนได้เริ่มจำกัดการส่งออก rare earth เช่นเดียวกันโดยอ้างว่าเพื่ออนุรักษ์ทรัพยากรหายากและปกป้องสิ่งแวดล้อม จนทำให้ราคา rare earth ในตลาดโลกสูงขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา

                    – อุตสาหกรรมเหล็ก อลูมินัม และเคมีภัณฑ์ของไทยน่าจะได้รับผลกระทบจากมาตรการของจีนด้วย หน่วยงานที่เกี่ยวข้องของไทยจึงควรแจ้งความคืบหน้าแก่ผู้ประกอบการไทยในเรื่องนี้ และร่วมกันติดตามความคืบหน้าการดำเนินการของจีนตามคำตัดสินดังกล่าวอย่างใกล้ชิด 

                    – สหภาพฯ ได้ให้ความสำคัญกับการจัดหาวัตถุดิบจากประเทศที่สามเพื่อป้อนอุตสาหกรรมภายในของสหภาพฯ โดยนำมาเพิ่มมูลค่าและส่งออกไปจำหน่ายในประเทศต่างๆ สหภาพฯ จึงพัฒนากฎเกณฑ์ทางการค้าต่างๆ ขึ้นมาและพยายามโน้มน้าวให้ประเทศที่สามปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ดังกล่าวทั้งทางตรงและทางอ้อม เพื่อปกป้องและช่วยเหลืออุตสาหกรรมภายในของสหภาพฯ ให้สามารถขับเคลื่อนต่อไปได้โดยไม่มีอุปสรรค รวมทั้งคงความสามารถในการแข่งขันได้ในระดับแนวหน้า ซึ่งวิธีการหนึ่งในการโน้มน้าวประเทศที่สามคือการนำกฎเกณฑ์ห้ามการจำกัดการส่งออกวัตถุดิบบรรจุไว้ในการเจรจา FTA หรือความร่วมมือด้านเศรษฐกิจกับประเทศต่างๆ ดังนั้น จึงเป็นไปได้ว่า หากสหภาพฯ จะเจรจา FTA กับไทย สหภาพฯ น่าจะนำเรื่องนี้บรรจุไว้ในหัวข้อเจรจาด้วยเช่นกันจึงเรียนมาเพื่อโปรดทราบ