เมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2554 องค์กร think tank ในเบลเยี่ยมชื่อ Friends of Europe ได้จัดสัมมนาเรื่อง Europe’s Data Protection Future : Prospects and Implications for Business เพื่อแลกเปลี่ยนความเห็นเกี่ยวกับข้อเสนอของคณะกรรมาธิการฯ  ว่าด้วยการปรับปรุงกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (Data Protection Directive) โดยมีวิทยากรเข้าร่วมให้ความเห็น สาระสำคัญของการสัมมนาสรุปได้ดังนี้

                   1.    นาย Christopher Millard (Professor of Privacy and Information Law, Queen Mary, University of London) เห็นว่า กฎระเบียบใหม่ตั้งความคาดหวังไว้สูงและให้อำนาจแก่สหภาพฯ (คณะกรรมาธิการยุโรป) มากเกินไป อีกทั้งยังเป็นการนำระบบใหม่เข้ามาใช้ในขณะที่การปฏิบัติตามกฎหมายเดิมยังดำเนินการไม่ครบทุกประเทศสมาชิก จึงเกรงว่าอาจจะก่อให้เกิดความสับสนแก่ภาคธุรกิจและประชาชนมากกว่าผลดี นอกจากนี้ กฎระเบียบใหม่ยังไม่สอดคล้องกับเทคโนโลยีอินเตอร์เนตและระบบ cloud computing ในปัจจุบัน ปัญหาความไม่สอดคล้องเหล่านี้จะแสดงผลอย่างชัดเจนเมื่อมีการออก Delegated Act ในภายภาคหน้า เพราะจะเกี่ยวกับการปฏิบัติ ควบคุม และตรวจสอบของหน่วยงาน DPA ในรายละเอียด ในการนี้ ได้ตั้งข้อสังเกตว่ากฎระเบียบใหม่นี้จะใช้บังคับกับบริษัทขนาดใหญ่ซึ่งเป็นเจ้าของระบบ cloud computing ที่ตั้งอยู่นอกสหภาพฯ ได้อย่างไร

                    2.    นาง Antigoni Papadopoulou (MEP, Member of the European Parliament Committee on Civil Liberties, Justice and Home Affairs) เห็นว่า การปรับกฎระเบียบใหม่ให้อยู่ในรูป Regulations น่าจะส่งผลดีในแง่ความชัดเจนและแน่นอนในทางกฎหมาย อันจะช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายของภาคธุรกิจซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นในภาวะวิกฤตเศรษฐกิจปัจจุบัน แต่ความท้าทายที่สำคัญคือ จะทำอย่างไรให้ประชาชนตระหนักและทราบถึงสิทธิในการคุ้มครองข้อมูลของตนเอง และทำอย่างไรให้ภาคธุรกิจมีแนวปฏิบัติที่เป็นไปในทิศทางเดียวกัน ซึ่งในประการหลังนี้ อาจส่งเสริมให้   ภาคธุรกิจแลกเปลี่ยนแนวปฏิบัติที่ดีที่สุดระหว่างกัน ทั้งนี้ ในภาพรวมรัฐสภาฯ เห็นประโยชน์ของข้อเสนอของคณะกรรมาธิการฯ และเรียกร้องให้ทุกฝ่ายให้ความร่วมมือเพื่อให้การดำเนินการบรรลุผลสัมฤทธิ์ตามเป้าหมาย

                     3.    นาย Greg Polad (EU Representative of the Association for Competitive Technology (ACT) and Head of TMT Practice at FTI Consulting) เห็นว่า การมีกฎระเบียบเดียวกันทั่วทั้งสหภาพฯ ย่อมเป็นประโยชน์แก่ SMEs อย่างเห็นได้ชัด เพราะจะช่วยให้ SMEs เหล่านี้สามารถนำเวลาและเงินทุนที่ต้องใช้ในการปฏิบัติตามกฎระเบียบของประเทศต่างๆ ไปใช้ในการวิจัยและพัฒนาแทนได้ ส่งผลให้มีขีดความสามารถเพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตาม ยังไม่แน่ใจว่าการปฏิบัติตามกฎระเบียบใหม่จะมีความยุ่งยากสลับซับซ้อนหรือมีค่าใช้จ่ายสูงเหมือนเดิมหรือไม่ในทางปฏิบัติ เพราะสหภาพฯ มักมองว่าเทคโนโลยีใหม่ๆ เป็นภัยคุกคามต่อสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชน จึงทำให้ออกกฎระเบียบในเชิงควบคุมและตรวจสอบ ในขณะที่สหรัฐฯ มองว่าเทคโนโลยีใหม่ๆ เป็นโอกาสในทางธุรกิจของภาคเอกชน ทำให้สหรัฐฯ มีกฎระเบียบที่เอื้ออำนวยต่อการพัฒนาธุรกิจมากกว่า

                      4.    Martin Selmayr (Head of Cabinet to EU Commissioner for Justice, Fundamental Rights and Citizenship) เห็นว่า การเสนอแก้ไขปรับปรุงกฎหมายครั้งนี้เป็นการดำเนินการตามที่สนธิสัญญาลิสบอนกำหนดและให้อำนาจไว้ โดยยึดหลักการคุ้มครองสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชนสหภาพฯ เป็นฐานในการดำเนินงาน และที่ผ่านมาได้มีการหารือกับผู้มีส่วนได้เสียแล้วอย่างรอบคอบ ตลอดจนได้หารือกับประเทศที่มีบทบาทสำคัญในด้านการพัฒนากฎหมายและเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องด้วย เช่น สหรัฐฯ เป็นต้น จึงมีความมั่นใจว่ากฎระเบียบใหม่นี้จะช่วยให้สิทธิของประชาชนได้รับการคุ้มครองที่ดีขึ้น ขณะเดียวกันก็เอื้ออำนวยต่อการประกอบธุรกิจในระบบออนไลน์และ cloud computing และช่วยปรับปรุงกลไกต่างๆ รวมทั้งการควบคุมตรวจสอบให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้นด้วย โดยเชื่อว่าการปรับปรุงกฎหมายครั้งนี้จะทำให้สหภาพฯ เป็นผู้นำในด้านการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลและเป็นแบบอย่างให้ประเทศอื่นๆ ต่อไป