เมื่อวันที่ 4 เมษายน 2555 คณะกรรมาธิการด้านการค้าของสหภาพยุโรปหรืออียู ได้ประกาศเปิดรับฟังความคิดเห็นสาธารณะเรื่องการปรับปรุงการใช้เครื่องมือเยียวยาทางการค้า (Trade Remedy Instrument–TDI)
เพื่อใช้ตอบโต้การค้าที่ไม่เป็นธรรมหรือการเพิ่มขึ้นของสินค้าที่เข้ามาปริมาณมากจากประเทศนอกอียู โดยได้จัดทำแบบคำถาม (questionnaire) เพื่อรับฟังความเห็นจากผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง ซึ่งประเด็นที่ขอรับความเห็นประกอบด้วย 6 กลุ่มกว้างๆ ดังนี้

1.    การเพิ่มความโปร่งใสและการคาดการณ์ได้ เป็นประเด็นสำคัญอันดับแรกในการปรับปรุง TDI นี้ ความโปร่งใสและการคาดการณ์ได้เป็นสิ่งสำคัญที่สุดสำหรับผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่ายเนื่องจากจะช่วยสนับสนุนการวางแผนและการตัดสินใจ

2.    การจัดการกับการตอบโต้กลับ ความกลัวการตอบโต้กลับเป็นอุปสรรคสำคัญของอุตสาหกรรมในสหภาพฯ ต่อการใช้ TDI อย่างมีประสิทธิภาพ

3.    ประสิทธิภาพและการบังคับใช้ TDI เพิ่มประสิทธิภาพของเครื่องมือโดยการตรวจสอบการปฏิบัติและกฎเกณฑ์ต่างๆ

4.    การอำนวยความสะดวกให้การร่วมมือ การไต่สวนที่มีคุณภาพขึ้นอยู่กับความร่วมมือจากผู้เกี่ยวข้อง แต่การให้ความร่วมมือก็มักเป็นภาระต่อผู้ที่เกี่ยวข้องเช่นกัน DG TRADE จึงจะทบทวนกฎเกณฑ์และตารางการไต่สวนเพื่อปรับปรุงให้อำนวยความสะดวกต่อการให้ความร่วมมือโดยไม่ลดคุณภาพของการไต่สวน

5.    ทบทวนการปฏิบัติอย่างเหมาะสม ทบทวนการปฏิบัติและระบุแง่มุมต่างๆ ที่สามารถปรับเพื่อให้บรรลุตามวัตถุประสงค์

6.    การจัดระเบียบหมวดหมู่กฎเกณฑ์ต่างๆ เพื่อให้กฎระเบียบของสหภาพฯ สอดคล้องกับการปฏิบัติในปัจจุบัน รวมทั้งแก้ไขในส่วนที่จำเป็นให้เป็นไปตามตามกฎเกณฑ์ของ WTO คณะกรรมาธิการฯ ได้กำหนดวันปิดรับฟังความเห็นสาธารณะในวันที่ 3 กรกฎาคม 2555 นอกจากนี้ จะจัดการสัมมนา Trade Defence Conference ณ กรุงบรัสเซลส์ ในวันที่ 10 พฤษภาคม 2555 เพื่อนำเสนอและหารือเกี่ยวกับการปรับปรุง TDI และผลการศึกษาเรื่องการประเมินการปกป้องทางการค้าของ DG TRADE โดยผู้เชี่ยวชาญซึ่งจะเป็นส่วนสำคัญที่ได้ใช้ในการพิจารณา

ข้อมูลภูมิหลัง

อียูใช้เครื่องมือเยียวยาทางการค้า (Trade Remedy Instrument :TDI) เพื่อตอบโต้การค้าที่ไม่เป็นธรรมหรือการเพิ่มขึ้นของสินค้าที่เข้ามาปริมาณมากจากประเทศนอกสหภาพฯ 3 อย่าง ได้แก่ การตอบโต้การทุ่มตลาด (Anti-Dumping : AD) การตอบโต้การอุดหนุน (Anti-Subsidy : AS) และการปกป้องการนำเข้าสินค้าที่เพิ่มขึ้น (Safeguards) ซึ่งเมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2554 คณะกรรมาธิการยุโรปได้ประกาศว่าจะเริ่มทบทวนการใช้ TDI เพื่อให้ธุรกิจสามารถแข่งขันได้อย่างเป็นธรรมในสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ซึ่ง TDI ของสหภาพฯ ไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงมากว่า 15 ปีแล้วโดยล่าสุดได้มีการปรับปรุงอย่างจริงจังตั้งแต่ปี 2538 คณะกรรมาธิการฯ จึงเห็นว่าควรมีการประเมินประสิทธิภาพและประสิทธิผลของการใช้เครื่องมือเหล่านี้ รวมทั้งความโปร่งใส ความสมดุล และความทันสมัย 

ข้อสังเกต

                    1.    อียูเป็นผู้ที่ใช้ TDI มากที่สุดเป็นอันดับที่สามรองจากอินเดียและสหรัฐอเมริกา โดยจัดว่ามีการใช้มาตรการอย่างปานกลางเมื่อเปรียบเทียบกับสัดส่วนของสหภาพฯ ในการค้าโลก ซึ่งสหภาพฯ นำเข้าร้อยละ 17.8 ของการนำเข้าทั่วโลก (ไม่รวมการนำเข้าระหว่าประเทศภายในสหภาพฯ) แต่มีการไต่สวนเพื่อใช้ TDI เพียงร้อยละ 10.7 ของการไต่สวนทั่วโลก และมีการใช้มาตรการร้อยละ 9.4 ของการใช้มาตรการทั่วโลก

                    2.    จากการศึกษาข้อมูลระหว่างปี 2548 – 2553 พบว่าคณะกรรมาธิการฯ เปิดการไต่สวนกรณี AD 68 คดีและ AS 10 คดี เริ่มใช้มาตรการใหม่ 80 คดี คดีที่เปิดทบทวน expiry review 79 คดีมีการต่ออายุรวม 54 คดี ในขณะที่ยุติมาตรการในช่วงการทบทวน 28 คดี

                    3.    สำหรับประเทศไทยปัจจุบันถูกสหภาพฯ ใช้มาตรการ AD รวมทั้งสิ้น 8 รายการ ซึ่ง 2 รายการมาตรการได้หมดอายุลงแล้วแต่อยู่ในช่วงการพิจารณาทบทวน expiry review ได้แก่ สินค้า Polyethylene terephthalate (PET) และสินค้าถุงพลาสติก และล่าสุดเมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2555 ได้ประกาศเปิดการไต่สวนสินค้าเกลียวข้อต่อท่อเหล็กหล่ออบเหนียว (threaded tube or pipe cast fittings of malleable cat iron) ซึ่งขณะนี้กำลังอยู่ระหว่างการตอบแบบสอบถามของอุตสาหกรรมไทย

                    4.    หลายฝ่ายมีความกังวลว่าจากปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจในสหภาพฯ อาจส่งผลให้สหภาพฯ มีการใช้ TDI เพิ่มมากขึ้น แต่จากสถิติที่ผ่านมาในปี 2553 สหภาพฯ มีการใช้ TDI ลดลงกว่าสองปีที่ผ่านมา ประเด็นนี้จึงเป็นประเด็นที่ยังคงต้องจับตามองต่อไป