กระบวนการปฏิรูปประเทศสู่ระบอบประชาธิปไตยของ
พม่า
ซึ่งเริ่มต้นจากการเลือกตั้งทั่วไปในปี 2553 และเริ่มกระบวนการปรองดองภายใน
การปล่อยตัวนักโทษการเมือง
(รวมทั้งนางอองซานซูจี) และการเจรจาสันติภาพกับชนกลุ่มน้อย
ส่งผลให้เมื่อเมษายน 2555
อียูได้ยกเลิกการใช้มาตรการคว่ำบาตรต่อพม่าที่ดำเนินมาเป็นระยะเวลา
16 ปี (ตั้งแต่ปี 2539)

 

การยกเลิกการใช้มาตรการคว่ำบาตรของอียูดังกล่างส่งผลดีต่อบรรยากาศการค้าและการลงทุน
และภาคธุรกิจยุโรปสนใจดำเนินธุรกิจการค้าและเข้าไปลงทุนในพม่ามากขึ้น
ในขณะเดียวกัน อียูก็กำลังพิจารณาจะคืนสิทธิ GSP แก่พม่า แต่ยังมีประเด็นติดขัดทางเทคนิคเรื่องการใช้แรงงานบังคับในพม่า
อียูจึงเน้นว่าจะพิจารณาการคืนสิทธิ GSP บนพื้นฐานของการประเมินประเด็นดังกล่าวโดยองค์กรแรงงานโลก (International Labour Organisation – ILO)

ล่าสุด เมื่อ 15 มิถุนายน 2555  นาง Catherine Ashton ตำแหน่ง EU High Representative for Foreign
Affairs and Security Policy  ได้มีถ้อยแถลงร่วมกับนาย Karel De Gucht  กรรมาธิการด้านการค้าของอียูเกี่ยวกับพม่าว่า
อียูยินดีต่อการตัดสินใจระงับข้อมติในการประณามการใช้แรงงานในพม่าของ ILO หลังจากที่ ILO ได้ประเมินแล้วเห็นว่ารัฐบาลพม่าได้มีความพยายามในการเคารพกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการทำงาน
อียูให้ความสำคัญกับรายงานของ ILO และเห็นว่าเป็นขั้นตอนที่จะนำไปสู่กระบวนการคืนสิทธิพิเศษแก่พม่าในการส่งออกมายังตลาดอียู
โดยฝ่ายอียูกำลังศึกษารายงานของ ILO อย่างรอบคอบ และหวังว่าอียูจะสามารถเสนอกฎหมายในการคืนสิทธิพิเศษ GSP ให้แก่พม่า
รวมทั้งได้เรียกร้องให้มีการลงทุนด้วยความรับผิดชอบและการดำเนินการค้าแบบทวิภาคี
นอกจากนี้ คณะมนตรีแห่งสหภาพยุโรปได้สนับสนุนการคืนสิทธิพิเศษดังกล่าวแก่พม่าด้วย

อย่างไรก็ดี ฝ่ายอียูเปิดเผยว่าการคืนสิทธิพิเศษ
GSP ให้แก่พม่าจะต้องผ่านกระบวนการพิจารณาภายในของอียู
โดยน่าจะใช้เวลาหลายเดือนและไม่น่าจะต่ำกว่า 6 เดือน

หากพม่าได้สิทธิ GSP คืนจากอียู โดยเฉพาะสาขาประมง อาทิ กุ้ง และสินค้าเกษตรอื่นๆ
อาจเป็นการสร้างการแข่งขันด้านราคาสำหรับสินค้าประเภทเดียวกันจากประเทศไทย
ในขณะเดียวกันพม่าก็อาจเป็นแหล่งลงทุนสำหรับภาคธุรกิจไทยที่สนใจดำเนินธุรกิจในสาขาที่พม่าอาจได้สิทธิ
GSP จากอียู