ติดตามสถานการณ์และเเนวโน้มของอุตสาหกรรมเนื้อไก่ไทย ภายหลังอียูยกเลิกการระงับห้ามนำเข้าเนื้อไก่ดิบจากประเทศไทย ตั้งแต่ วันที่ ๑ กรกฏาคม ๒๕๕๕ (ขณะนี้ประเทศไทยสามารถใช้ประโยชน์จากโควตาเนื้อไก่หมักเกลือที่สหภาพยุโรปจัดสรรให้ไทยในปริมาณ ๙๒,๖๑๐ ตัน)ได้ดังนี้    

๑. สถิติการส่งออกเนื้อไก่ดิบ ไก่แช่แข็ง และไก่ปรุงสุก/แปรรูป จากไทย
    – ไก่แช่แข็ง ในเดือนมกราคมถึงเดือนมีนาคมในปีนี้เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา เพิ่มขึ้นถึง ๑๗%  คือ เนื้อไก่แช่แข็งมีการส่งออกเพิ่มขึ้นเป็น ๒ เท่าของปีที่ผ่านมา เนื่องจากมีการขยายการส่งออกไปยังตลาดใหม่ คือ แอฟริกาใต้และรัสเซีย ทำให้มีปริมาณการส่งออกเพิ่มมากขึ้นจากปีที่แล้ว
    – ไก่ปรุงสุก/แปรรูป ในเดือนมกราคมถึงเดือนมีนาคมในปีนี้เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา เพิ่มขึ้น ๙% โดยปริมาณการส่งออกเกือบทั้งหมดจะส่งออกไปยังประเทศญี่ปุ่น (เพิ่มขึ้น ๒๑% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา)
    – การส่งออกเนื้อไก่ไทยไป EU ลดลงจากปีที่แล้วไม่มากนัก โดยมีปริมาณการส่งออกไปยังประเทศอังกฤษสูงที่สุด ซึ่งการส่งออกเนื้อไก่ไทยในครึ่งปีหลังน่าจะมีการเปลี่ยนแปลงในทางบวก เนื่องจาก EU ได้ยกเลิกมาตรการเข้มงวดและเปิดตลาดให้ไทยแล้ว โดยประเทศไทยจะสามารถส่งออกเนื้อไก่ดิบไปยัง EU เป็นจำนวน 50,000 ตัน ในช่วงระหว่างเดือนกรกฏาคมถึงเดือนธันวาคม

๒. Rabobank รายงานว่า  การนำเข้าเนื้อไก่สดจากไทยจะทำให้มีการแข่งขันด้านราคาเพิ่มสูงขึ้นในกลุ่มผู้นำเข้าจากไทย บราซิล และอาร์เจนติน่า อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ ผู้นำเข้าจากบราซิลประสบปัญหาค่าเงินแข็งตัวและระบบมาตรฐานใหม่ด้านการตลาด ผลดังกล่าวส่งผลให้ผู้บริโภคชาวยุโรปจะได้บริโภคเนื้อไก่นำเข้าในราคาที่ลดลง  ทั้งนี้ สัดส่วนของตลาดของ EU จะเป็นเนื้อไก่ดิบ ประมาณ ๖๕% และเป็นเนื้อไก่แช่แข็งประมาณ ๓๕%

๓. Rabobank รายงานเพิ่มเติมว่า ผู้ส่งออกไก่จากบราซิลและอาร์เจนติน่าต้องการจะรักษาระดับปริมาณการนำเข้าเพื่อจะได้ปกป้องตลาดเนื้อไก่ของตนที่ส่งออกไปยัง EU ซึ่งปัจจุบันมีประเทศไทยเป็นคู่แข่งสำคัญ ดังนั้น บราซิลและอาร์เจนติน่าจึงกำหนดยุทธศาสตร์เพื่อรักษาตลาดของตน โดยการควบคุมตลาดตั้งแต่การผลิต การกระจายสินค้า จนถึงชั้นวางจำหน่ายใน EU ในเรื่องนี้ Rabobank มีความเห็นว่า ผู้ประกอบการส่งออกไทยก็คงจะดำเนินกลยุทธ์ในลักษณะเดียวกันเพื่อแย่งส่วนแบ่งตลาด คือ การซื้อกิจการแปรรูปและกิจการกระจายสินค้าในประเทศคู่ค้า อย่างไรก็ดี บราซิลจะยังอยู่ในสถานะน่าวิตกยิ่งขึ้น หากประเทศญี่ปุ่นจะเจริญรอยตาม EU โดยการเปิดตลาดเนื้อไก่สดให้ไทยต่อไป ซึ่งจะส่งผลให้ญี่ปุ่นนำเข้าเนื้อไก่ดิบจากบราซิลลดลงจาก ๓๕๐,๐๐๐ เป็น ๒๕๐,๐๐๐ ตัน