ตามที่โครงการ GSP ของสหภาพยุโรปฉบับปัจจุบันได้หมดอายุลงในปี 2554 และสหภาพยุโรปได้ขยายเวลาการดำเนินโครงการ GSP ปัจจุบันออกไปจนถึงสิ้นปี 2556 และคณะกรรมาธิการยุโรปได้เสนอร่างโครงการ GSP ใหม่ของสหภาพยุโรปต่อรัฐสภายุโรปและคณะมนตรียุโรปเพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบ และเมื่อวันที่ 13 มิถุนายน 2555 คณะกรรมาธิการด้านการค้าระหว่างประเทศ (Committee on International Trade : INTA) รัฐสภายุโรปได้มีการประชุม First Reading เพื่อพิจารณาร่างข้อเสนอโครงการ GSP ใหม่ของสหภาพยุโรปตามที่คณะกรรมาธิการยุโรปเสนอ และมีมติให้ความเห็นชอบร่างข้อเสนอดังกล่าวแล้ว ซึ่งสำนักงานพาณิชย์ในต่างประเทศ ณ กรุงบรัสเซลส์ ได้รายงานมาอย่างต่อเนื่อง นั้น สำนักงานฯ ได้หารือกับ DG TRADE และร่วมกับคณะผู้แทนถาวรไทยประจำองค์การการค้าโลก ศึกษาวิเคราะห์ระบบ GSP ใหม่ของสหภาพยุโรปและผลกระทบต่อการส่งออกของไทย  ขอเรียนสรุปประเด็นสำคัญ ดังนี้

1.    ร่างข้อเสนอโครงการ GSP ใหม่ได้ผ่านความเห็นชอบจากรัฐสภายุโรปและคณะมนตรียุโรปแล้วเมื่อเดือนมิถุนายน ขณะนี้อยู่ระหว่างขั้นตอนการทำ legal scrubbing และคาดว่าจะสามารถประกาศลงบน Official Journal ได้ภายในเดือนตุลาคมหรือพฤศจิกายนปีนี้ (2555) และเมื่อประกาศแล้ว กฎระเบียบใหม่นี้ก็จะมีผลใช้บังคับทันที แต่จะมีผลในการให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีเริ่มตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2557

2.    โครงการ GSP ใหม่ได้มีการปรับ product section จากเดิม 21 section แบ่งย่อยออกเป็น 32 section  รวมทั้งเพิ่มรายการสินค้า (product expansion) ให้ครอบคลุมถึงสินค้าประเภทวัตถุดิบ เช่น พลาสติก (Polyethylene Terephthalate : PET) เป็นต้น

3.    การตัดสิทธิและการคืนสิทธิรายสินค้า คณะกรรมาธิการฯ จะไม่พิจารณาตัดสิทธิและคืนสิทธิรายสินค้าใดๆ ระหว่างนี้จนสิ้นสุดปี 2556 แต่จะพิจารณาตัดสิทธิสำหรับโครงการ GSP ใหม่ซึ่งจะเริ่มตัดสิทธิตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2557 โดยใช้สถิติของปี 2552-2554 เป็นพื้นฐานในการคำนวณ และใช้ threshold ที่ร้อยละ 17.5 สำหรับสินค้าปกติ และร้อยละ 14.5 สำหรับสินค้าสิ่งทอ ทั้งนี้ จะมีระยะเวลาปรับตัว 1 ปีหลังจากได้รับแจ้งถูกตัดสิทธิ (graduation notification) เมื่อพิจารณามูลค่าเฉลี่ยปี 2552-2554 ที่ไทยส่งออกมายังสหภาพฯ ภายใต้ GSP จะมีสินค้าที่ไทยมีส่วนแบ่งทางการตลาดเกินกว่า threshold ที่สหภาพฯ กำหนดไว้ 50 รายการ (ที่พิกัดศุลกากร 6 หลัก) เช่น ผลิตภัณฑ์จากเนื้อสัตว์ กล้วยไม้ มะละกอ น้ำตาล ผลิตภัณฑ์ประมงแปรรูป อาหารสำเร็จรูป ผลไม้กระป๋อง อาหารสัตว์ แป้ง ยาง รถจักรยานยนต์ ผ้าผืน เครื่องนุ่งห่ม อุปกรณ์ไฟฟ้า สินค้าอิเล็กทรอนิกส์ ยานยนต์ และชิ้นส่วนยานยนต์ เป็นต้น ที่อาจจะถูกตัดสิทธิตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2557 เป็นต้นไป

4.    การตัดสิทธิรายประเทศ คณะกรรมาธิการฯ จะเริ่มพิจารณาตัดสิทธิรายประเทศตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2557 โดยพิจารณาจากรายได้และการจัดกลุ่มประเทศโดยธนาคารโลกคือ ประเทศที่มีรายได้สูงอยู่ในระดับ High Income และ Upper Middle Income ติดต่อกันเป็น 3 ปี จะไม่ได้รับสิทธิประโยชน์ GSP แต่จะได้รับระยะเวลาปรับตัว 1 ปี จากการจัดกลุ่มประเทศโดยธนาคารโลก ไทยมีรายได้อยู่ในระดับ Upper Middle Income ตั้งแต่ปี 2553 และในปี 2554 ไทยก็ยังคงอยู่ในระดับ Upper Middle Income ซึ่งนับเป็นเพียง 2 ปีติดต่อกัน ดังนั้น ไทยจึงยังคงอยู่ในรายชื่อประเทศผู้ได้รับสิทธิประโยชน์ภายใต้ GSP แต่หากในปี 2555 ธนาคารโลกยังคงจัดให้ไทยอยู่ในระดับ Upper Middle Income ก็จะเป็น 3 ปีติดต่อกัน ซึ่งไทยก็จะถูกตัดสิทธิรายประเทศ สินค้าที่คงเหลือจากการถูกตัดสิทธิ GSP รายสินค้าในต้นปี 2557 ก็จะถูกตัดสิทธิทั้งหมด ซึ่งได้แก่ กุ้ง จักรยาน รองเท้า ปลาหมึก เม็ดพลาสติก มอเตอร์ไฟฟ้า บอลแบริ่ง น้ำมันปาล์มดิบ ล้อรถยนต์ ทูน่ากระป๋อง เป็นต้น แต่สินค้าเหล่านี้จะได้รับระยะเวลาปรับตัว 1 ปี ดังนั้น ไทยยังจะสามารถได้รับสิทธิประโยชน์ภายใต้ GSP สำหรับสินค้าเหล่านี้ไปจนถึงสิ้นปี 2557 และต้องเริ่มจ่ายภาษีที่อัตรา MFN ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2558 เป็นต้นไป

5.    ประเทศที่มีการเจรจา FTA กับสหภาพฯ หากสามารถเจรจาได้เสร็จสิ้นและมีการลงนามย่อในความตกลงฯ ก่อนที่โครงการ GSP ใหม่จะประกาศลงบน Official Journal และมีผลใช้บังคับ จะได้รับระยะเวลาปรับตัว 2 ปี

6.    สหภาพฯ จะปรับแก้กฎว่าด้วยแหล่งกำเนิดสินค้าภายใต้สิทธิประโยชน์ GSP เพื่อให้สอดคล้องกับโครงการ GSP ใหม่ จะมีการพิจารณาในเรื่องกฎว่าด้วยแหล่งกำเนิดสินค้าแบบสะสม (cumulation) ที่จะนำมาใช้ ซึ่งเฉพาะประเทศที่ยังคงได้รับสิทธิประโยชน์ GSP เท่านั้นที่จะสามารถใช้ได้ ประเทศที่ไม่ได้รับสิทธิประโยชน์ GSP แล้วจะไม่สามารถเข้าร่วมการสะสมแหล่งกำเนิดสินค้าแบบ regional cumulation ได้ แต่หากประเทศนั้นๆ มีการทำ FTA กับสหภาพฯ ก็จะสามารถใช้การสะสมแหล่งกำเนิดสินค้าแบบ extended cumulation ได้

7.    โครงการ GSP ใหม่กับประเทศสมาชิกอาเซียน

บรูไน : ถูกตัดสิทธิรายประเทศ เนื่องจากเป็นประเทศที่มีรายได้สูงอยู่ในระดับ High Income ติดต่อกันเกิน 3 ปี

กัมพูชา : ยังคงได้รับสิทธิประโยชน์ภายใต้ Everything But Arms (EBA)

อินโดนีเซีย : ยังคงอยู่ในรายชื่อประเทศผู้ได้รับสิทธิประโยชน์ภายใต้ GSP

ลาว : ยังคงได้รับสิทธิประโยชน์ภายใต้ EBA

มาเลเซีย : ถูกตัดสิทธิรายประเทศ เนื่องจากเป็นประเทศที่มีรายได้สูงอยู่ในระดับ Upper Middle Income ติดต่อกันเกิน 3 ปี                                                                                                                                                          

ฟิลิปปินส์ : ยังคงอยู่ในรายชื่อประเทศผู้ได้รับสิทธิประโยชน์ภายใต้ GSP และสามารถขอรับสิทธิประโยชน์ภายใต้ GSP+ ได้ แต่จะต้องปฏิบัติตามเงื่อนไข โดยจะต้องปฏิบัติตามสนธิสัญญาระหว่างประเทศเพื่อสิทธิมนุษยชน สิทธิแรงงาน การปกป้องและรักษาสิ่งแวดล้อม และหลักธรรมาภิบาล                                                                  

เวียดนาม : ยังคงอยู่ในรายชื่อประเทศผู้ได้รับสิทธิประโยชน์ภายใต้ GSP

สิงคโปร์ : ไม่อยู่ในรายชื่อประเทศผู้ได้รับสิทธิประโยชน์                                                                           

พม่า : สหภาพฯ ได้ยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรต่อพม่าแล้วเมื่อเดือนเมษายน 2555 และกำลังพิจารณาคืนสิทธิ GSP ให้แก่พม่า โดยการพิจารณาจะอยู่บนพื้นฐานของการประเมินประเด็นเรื่องการใช้แรงงานบังคับในพม่าโดยองค์กรแรงงานโลก (International Labor Organization : ILO)