สำนักงานที่ปรึกษาการเกษตรต่างประเทศ
ประจำสหภาพยุโรป ขอนำเสนอรายงานของ
European Policy Centre เกี่ยวกับความพร้อมของ EU ในการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศ ซึ่งสรุปประเด็นสำคัญได้ดังนี้

 


 

๑. คณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ(Intergovernmental
Panel on Climate Change หรือ IPCC) ได้ประเมินความเสียหายของเศรษฐกิจโลกที่เกิดจากสภาพอากาศและภัยพิบัติที่เกี่ยวข้องกับสภาพภูมิอากาศ
พบว่ามีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้นในช่วงไม่กี่สิบปีที่ผ่านมาจากไม่กี่พันล้านเหรียญสหรัฐในปี
2523
เพิ่มขึ้นเป็นมากกว่า ๒๐๐,๐๐๐ ล้าน   เหรียฐสหรัฐในปี 2548 และในอนาคตภายในปี 2643  สภาพอากาศที่รุนแรงมากขึ้นอาจสร้างความเสียหายสูงถึง ๒๐,๐๐๐,๐๐๐
ล้านเหรียฐสหรัฐต่อปี

๒. สหภาพยุโรป (EU) ให้ความสำคัญกับปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมาโดยตลอดและพยายามหลีกเลี่ยงการทำให้อุณหภูมิของโลกเพิ่มขึ้นโดยการจำกัดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์
(CO2) ซึ่งเป็นก๊าซเรือนกระจกหลักที่ทำให้อากาศเปลี่ยนแปลง
แต่มาตรการลดผลกระทบ (mitigation measures) เพียงด้านเดียวไม่อาจหยุดยั้งสภาพอากาศเลวร้ายที่เป็นอยู่ในปัจจุบันได้เนื่องจากต้องอาศัยระยะเวลานานในการเห็นผล
ดังนั้นทางที่ดีที่สุด คือ ต้องลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกควบคู่ไปกับการปรับตัว (
adaptation) กับภาวะโลกร้อน  

๓. EU มีทั้งนโยบาย โครงการ และเครื่องมือทางการเงินต่างๆ มากมายหลายระดับ
ที่จะใช้ในการส่งเสริมให้มีการนำมาตรการปรับตัว (adaptation measures) ไปใช้ทั่วทั้งยุโรป
ดังนี้

     – EUROPE 2020 Strategy เป็นกลยุทธ์สนับสนุนเศรษฐกิจอย่างยั่งยืนและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
โดยการพัฒนายุโรปไปสู่การใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพและบรรลุเป้าหมายด้านสภาพภูมิอากาศและพลังงานภายในปี 2563

     – งบประมาณของ EU หรือ Multiannual Financial Framework (MFF) (2557-2563) เป็นเครื่องชี้ให้เห็นว่า EU กำลังให้ความสำคัญกับเรื่องใดเป็นหลัก ซึ่งล่าสุดคณะกรรมาธิการยุโรปได้เสนอให้ร้อยละ
๒๐ ของงบประมาณการใช้จ่ายของ EU ในช่วงระหว่างปี 2557-2563 เป็นค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

     – โครงการ LIFE+
เป็นเวทีแลกเปลี่ยนแนวทางปฏิบัติที่ดีระหว่างประเทศสมาชิกและเป็นเครื่องมือทางการเงินเพื่อสนับสนุนการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
 

     – โครงการด้านการวิจัยและนวัตกรรมต่างๆ เพื่อสนับสนุนการปรับตัวของยุโรป

     – นโยบายสร้างเอกภาพของ EU (Cohesion Policy) มีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมความรุ่งเรืองทางด้านเศรษฐกิจและสังคมที่เป็นเอกภาพใน EU
รวมถึงสนับสนุนการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

         แม้
EU จะมีเครื่องมือต่างๆ
มากมายเพื่อช่วยเหลือประเทศสมาชิกในการปรับตัว แต่สิ่งที่อียูยังต้องมุ่งเน้น คือ การใช้เงินผ่านมาตรการหรือโครงการต่างๆ
อย่างสอดคล้องกับเป้าหมายของกลยุทธ์
EUROPE 2020 คือ “สนับสนุนการเติบโตอย่างฉลาดและยั่งยืน”  

๔.  ปัจจุบันมีประเทศสมาชิก EU เพียง ๑๒ ประเทศจากทั้งหมด
๒๗ ประเทศที่มีแผนปฏิบัติการปรับตัวแห่งชาติหรือ “national adaptation plans” นั่นคือ
ในภาพรวมของ EU ทั้งหมด ยังไม่มีความพร้อมในการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ในระดับ EU เองก็ยังไม่มีแผนการที่เป็นมาตรฐาน แสดงให้เห็นถึงความเหลื่อมล้ำในการจัดการปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและนำไปสู่คำถามที่ว่า
สำหรับประเทศที่ยังไม่มีแผนปฏิบัติการปรับตัวแห่งชาติและไม่ยอมนำมาตรการปรับตัวที่จำเป็นมาปรับใช้
(เช่น การป้องกันน้ำท่วม ไฟป่า หรือคลื่นความร้อน) สมควรหรือไม่ที่ EU จะนำ “EU Solidarity Fund”  หรือกองทุนช่วยเหลือประเทศสมาชิกเมื่อประสบภัยธรรมชาติมาใช้เพื่อบรรเทาความเสียหายอันเกิดจากการที่ประเทศไม่ยอมเตรียมพร้อมรับมือกับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

         ในอนาคต
EU จึงจำเป็นต้องแสดงบทบาทที่เข้มแข็งมากขึ้นในการกำหนดกรอบนโยบายและการเงิน
(policy and financial framework) สนับสนุนการวิจัย การแบ่งปันแนวทางปฏิบัติที่ดี การประสานความร่วมมือระหว่างประเทศ
โดยผนวกความสำคัญของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การปรับตัวเข้ากับนโยบายของทุกภาคส่วน
การปรับปรุงวิธีการประเมินผลกระทบใหม่ให้ดีขึ้น (impact assessment) การสร้างแรงจูงใจให้ภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วมในการปรับตัว
โดยสร้างความมั่นใจว่าเครื่องมือทั้งหลาย (เช่น งบประมาณสำหรับปี พ.ศ 2556-2563 ซึ่งครอบคลุมถึง CAP และ Cohesion
Policy) จะสนับสนุนเป้าหมายการลดผลกระทบและปรับตัวกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ