ตามที่ สำนักงานที่ปรึกษาการเกษตรต่างประเทศ
ประจำสหภาพยุโรป ได้ติดตามข้อมูลเกี่ยวกับผลกระทบจากภาวะโลกร้อนต่อภาคเกษตร
โดยได้รายงานให้ทราบมาตามลำดับแล้วนั้น สำนักงานฯ
ขอรายงานเพิ่มเติมเกี่ยวกับแอฟริกาและเอเชียใต้มีแนวโน้มได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศมากที่สุด ซึ่งสรุปประเด็นสำคัญได้ ดังนี้

 

๑.    กลุ่มนักวิจัยนำโดย Dr. Jerry
Knox จากมหาวิทยาลัย Cranfield ในสหราชอาณาจักรได้ศึกษางานวิจัยที่มีผู้เขียนไว้แล้ว
(review research[1]) เกี่ยวกับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศต่อการเพาะปลูก[2] โดยเน้นภูมิภาคแอฟริกาและเอเชียใต้เป็นหลักเนื่องจากทั้ง
๒ ภูมิภาคนี้มีเศรษฐกิจที่ขึ้นอยู่กับการทำการเกษตรและมีความไม่มั่นคงด้านอาหารมากที่สุดในโลก
การศึกษายังมุ่งเน้นไปที่พืชอาหารที่สำคัญ ๘ ชนิด ได้แก่ ข้าวโพด ข้าว ข้าวสาลี มันสำปะหลัง มันเทศ อ้อย ซอร์กัม (sorghum) และข้าวฟ่าง
(millet) เพราะผลผลิตของพืชเหล่านี้คิดเป็นสัดส่วนมากถึงร้อยละ
๘๐ ของการเพาะปลูกพืชทั้งหมดในสองภูมิภาคดังกล่าว

                   จากการศึกษาพบว่า
ผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศต่อการเพาะปลูกพืชในแอฟริกาและเอเชียใต้จะมีความรุนแรงมากกว่าที่เคยคาดการณ์เอาไว้
กล่าวคือ ผลผลิตจากการปลูกพืชทั้งหมดมีแนวโน้มลดลงร้อยละ ๘ ภายในปี ๒๕๙๓ แต่ระดับความรุนแรงจะแตกต่างกันไป
ขึ้นอยู่กับชนิดของพืชที่ปลูกและภูมิภาค

                   ในทวีปแอฟริกาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศจะส่งผลกระทบต่อการเพาะปลูกข้าวสาลี
ทำให้ผลผลิตลดลงร้อยละ ๑๗ ข้าวโพดลดลงร้อยละ ๕ ซอร์กัม (sorghum) ลดลงร้อยละ ๑๕ และข้าวฟ่าง (millet) ลดลงร้อยละ ๑๐ ส่วนในเอเชียใต้ การปลูกข้าวโพดจะมีผลผลิตลดลงร้อยละ ๑๖ และซอร์กัมลดลงร้อยละ
๑๑ แต่การปลูกข้าวในอินเดียกลับไม่ได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ส่วนผลกระทบต่อการปลูกมันสำปะหลัง
อ้อยและมันเทศยังมีข้อมูลไม่เพียงพอ

๒.    แอฟริกาและเอเชียใต้เป็นภูมิภาคที่ยังมีโอกาสจะเพิ่มผลผลิตได้อีกมาก
แต่ยังถูกละเลยจากสภาพดินที่ขาดความอุดมสมบูรณ์ มีการลงทุนต่ำ และการทำการเกษตรยังเป็นแบบพื้นบ้านที่ใช้เทคโนโลยีในการผลิตน้อยหรือไม่ใช้เลย
ส่งผลให้ระดับผลผลิตที่แท้จริงกับผลผลิตที่มีโอกาสเป็นไปได้มีความแตกต่างกันมาก การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศจะเป็นภัยคุกคามทำให้ภาคชนบทที่ยากจนของแอฟริกาและเอเชียใต้อยู่แล้วต้องอยู่ในสภาพลำบากมากยิ่งขึ้น
แต่เนื่องจากการเข้าถึงความรู้ด้านการเกษตรและเทคโนโลยีในภูมิภาคดังกล่าวยังมีในขีดจำกัด
จึงเป็นปัจจัยที่ขัดขวางความสามารถในการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

                   การแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าของเกษตรกร
เช่น  การปรับช่วงเวลาเพาะปลูกใหม่ การปลูกพืชหมุนเวียนหรือปลูกพืชอย่างหลากหลาย
มีส่วนช่วยชดเชยผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้ อย่างไรก็ดี ประโยชน์สูงสุดต่อภูมิภาคที่มีความไม่มั่นคงทางอาหารจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อมีการนำมาตรการปรับตัวที่มีราคาแพงมาใช้
(
expensive adaptation measures) ซึ่งรวมถึงการพัฒนาพันธุ์พืชใหม่
การนำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาใช้และการขยายระบบชลประทาน
ซึ่งมาตรการเหล่านี้ต้องอาศัยการลงทุนจากเกษตรกร
รัฐบาลและหน่วยงานพัฒนาต่างๆ

๓.    การจัดทำ Review
research ของกลุ่มนักวิจัยจากมหาวิทยาลัย Cranfield  มีจุดมุ่งหมายเพื่อนำเสนอข้อมูลเกี่ยวกับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศต่อผลผลิตพืช
ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อผู้กำหนดนโยบาย (policymakers) ในการนำข้อมูลดังกล่าวไปใช้ช่วยเหลือประเทศกำลังพัฒนาโดยการกำหนดกลยุทธ์การปรับตัวที่เหมาะสมกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

                   การตัดสินใจเชิงนโยบาย (policy decision) ต้องอาศัยการรวบรวมหลักฐานให้ได้มากที่สุด
(ไม่ใช่อาศัยผลจากรายงานฉบับใดฉบับหนึ่งเท่านั้นเพราะข้อมูลที่ได้อาจไม่แน่นอน[3])
ในปัจจุบันแม้จะมีรายงานมากมายเกี่ยวกับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศต่อการเพาะปลูกพืชในเขตร้อน

ก็ยังขาดข้อมูลของพืชที่สำคัญบางชนิดหรือข้อมูลในภูมิภาคที่มีโอกาสได้รับผลกระทบสูง
ยกตัวอย่างเช่น อ้อยแม้จะเป็นพืชเกษตรที่สำคัญของโลก แต่ก็ยังขาดข้อมูลผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศต่อการผลิตอ้อยในแอฟริกา
หรือข้าวโพดซึ่งเป็นพืชเกษตรที่สำคัญในประเทศไนจีเรีย แทนซาเนีย และมาลาวี ก็ยังขาดข้อมูลผลผลิตข้าวโพดในประเทศเหล่านี้

                   ดังนั้น
Dr. Knox จึงชี้ให้เห็นความสำคัญของการสนับสนุนงานวิจัยใหม่ๆ
ในอนาคตซึ่งควรมุ่งไปที่การศึกษาผลกระทบต่อพืชและภูมิภาคที่ยังมีข้อมูลไม่เพียงพอ
ซึ่งการขยายผลการศึกษาออกไปจะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนากลยุทธ์การปรับตัวให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้อย่างเหมาะสมและสามารถตอบสนองปัญหาได้ดีที่สุด

               ในเรื่องนี้
สำนักงานฯ
ขอเรียนข้อสังเกตและข้อเสนอแนะ ดังนี้

ก)   การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศทำให้อุณหภูมิโลกสูงขึ้น
ส่งผลให้ปริมาณและการกระจายตัวของน้ำฝนเปลี่ยนแปลงไป
เกิดความแปรปรวนของสภาพภูมิอากาศ มีภัยพิบัติทางธรรมชาติเกิดบ่อยครั้งขึ้น ส่งผลกระทบต่อการผลิตของภาคเกษตรและทำให้สต็อกอาหารของโลกลดลง
ในขณะที่จำนวนประชากรโลกมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเป็น ๙ พันล้านคนภายในปี ๒๕๙๓ ซึ่งจะทำให้ความต้องการอาหารเพิ่มขึ้นอีก
ดังนั้น ในอนาคตนอกจากภาคเกษตรจะต้องรับภาระหนักในการผลิตอาหารเพิ่มขึ้นแล้ว การผลิตก็ควรมีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสภาพภูมิอากาศลดลง

ข)   ปัญหาที่สำคัญในแอฟริกาและเอเชียใต้
คือ ศักยภาพของภาคเกษตรต่ำกว่าที่ควรจะเป็นและเกษตรกรยังขาดความรู้ความสามารถในการปรับตัวกับให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
จึงต้องอาศัยการเสริมความรู้ให้แก่เกษตรกร นำเทคนิคหรือเทคโนโลยีการเกษตรสมัยใหม่เข้ามาใช้เพื่อกระตุ้นผลผลิตต่อไร่ให้สูงขึ้นและดึงศักยภาพที่ซ่อนเร้นอยู่ออกมาใช้ให้เต็มที่
รวมทั้งต้องสอนเกษตรกรให้รู้จักปรับตัวกับสภาพภูมิอากาศและสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไป
สำหรับภาครัฐและองค์กรต่างๆที่เกี่ยวข้องควรมีบทบาทสนับสนุนการวิจัยที่จะช่วยเพิ่มผลผลิตทางการเกษตร
(เช่น การปรับปรุงพันธุ์พืช) และขยายการลงทุนในระบบโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ (เช่น
ระบบชลประทาน)

ค)   ตามรายงานของ IPCC 4th
Assessment Report ระบุว่า
ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีแนวโน้มได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมาก
เพราะประเทศในแถบนี้ (รวมทั้งประเทศไทย)
มีเศรษฐกิจขึ้นอยู่กับการทำเกษตรและทรัพยากรธรรมชาติ
การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศจะส่งผลกระทบต่อความเป็นอยู่ของคนยากจนตามชนบทที่มีขีดจำกัดในการปรับตัว
สำหรับภาคเกษตรจะได้รับความเดือนร้อนจากปัญหาคุณภาพและปริมาณน้ำ อุณหภูมิที่สูงขึ้นจะส่งผลกระทบต่อผลผลิต
สต็อกอาหารและการกระจายตัวของการเพาะปลูก (ยกเว้น
การปลูกข้าวที่อาจให้ผลผลิตเพิ่มขึ้นหากอุณหภูมิสูงขึ้นไม่เกิน ๒ องศาเซลเซียส)
ส่วนการทำประมงตามชายฝั่งและบริเวณสามเหลี่ยมปากแม่น้ำต่างๆ
จะได้รับผลกระทบจากระดับน้ำทะเลสูงขึ้น การแทรกซึมของน้ำทะเลในดินและตามแหล่งน้ำจืด
รวมทั้งสร้างความเสียหายต่อระบบนิเวศ ส่งผลกระทบต่อรายได้ของเกษตรกรและความมั่นคงด้านอาหาร

ง)    ภาคเกษตรของไทย
(ทั้งการเพาะปลูกและประมง) มีโอกาสได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเช่นเดียวกัน
ถึงแม้ว่าที่ผ่านมาจะมีผลงานการวิจัยเกี่ยวกับเรื่องนี้ก็ตาม แต่ข้อมูลยังกระจัดกระจาย
แนวทางการศึกษาของ Dr.Knox ซึ่งวิเคราะห์จากผลงานวิจัยหลายฉบับที่ทำให้มองเห็นภาพชัดเจนมากขึ้นว่าการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศจะส่งผลกระทบต่อการเพาะปลูกพืชชนิดใดมากน้อยเพียงใด
ภูมิภาคใดจะได้รับผลกระทบรุนแรงกว่าที่อื่นๆ
รวมทั้งทำให้ทราบว่าข้อมูลใดที่ยังขาดแคลนและควรจะขยายการวิจัยเรื่องใดต่อไป

               ดังนั้น
ไทยอาจนำแนวทางจัดทำ review research ของ
Dr.Knox มาประยุกต์ใช้เพื่อรวบรวบผลงานการวิจัยที่มีอยู่มาไว้รวมกันและทำการวิเคราะห์ข้อมูลในภาพรวม
ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการกำหนดกลยุทธ์รับมือและปรับตัวกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้อย่างถูกต้องเหมาะสม
สำหรับข้อมูลที่ยังไม่เพียงพอบางส่วน เช่น ผลกระทบต่อสินค้าเกษตรที่สำคัญของประเทศแต่ละชนิด
(อาทิ ข้าว น้ำตาล มันสำปะหลัง สับปะรด กุ้ง ฯลฯ) หรือพื้นที่ที่มีโอกาสได้รับความเสียหายมากกว่าพื้นที่อื่นๆ
ก็ควรขยายผลการศึกษาในเรื่องนี้ต่อไปเพื่อหาทางป้องกันและเตรียมพร้อมมาตรการรองรับได้อย่างถูกต้อง



[1] Review research คือ
การตรวจอ่านงานวิจัยที่ได้มีผู้เขียนไว้แล้ว เพื่อนำข้อมูลมาใช้ประโยชน์ในการวิเคราะห์เรียบเรียงผลงานเขียน
ทำให้ได้งานเขียนชิ้นใหม่ที่รวบรวมข้อมูลต่างๆมาไว้ในที่เดียวกันหรือทำให้ทราบว่ามีใครทำอะไรไว้บ้าง
ซึ่งจะช่วยหลีกเลี่ยงไม่ให้เกิดการวิจัยที่ซ้ำซ้อน

[2] ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ http://iopscience.iop.org/1748-9326/7/3/034032/article

[3] จากการทำ Review research ของ Dr. Knoxx ชี้ให้เห็นว่างานวิจัยเกี่ยวกับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิต่อการปลูกพืชในเขตร้อนมักให้ผลลัพธ์ที่ไม่ค่อยตรงกัน
เนื่องจากการประเมินผลกระทบต้องอาศัยแบบจำลอง (model) การเติบโตทางชีวภาพของพืชร่วมกับแบบจำลองสภาพภูมิอากาศเพื่อให้การประเมินผลทำได้ง่ายขึ้น
ผลลัพธ์ที่ได้จึงขึ้นอยู่กับแบบจำลองที่เลือกใช้ ความสมบูรณ์ของข้อมูล รวมทั้งยังมีความไม่แน่นอนในหลายเรื่อง
เช่น การคาดคะเนการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในแต่ละภูมิภาคหรือการตอบสนองของพืชต่อสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไป
(ปริมาณน้ำฝน อุณหภูมิ ความเข้มข้นของ CO2)
ส่งผลให้แต่ละผลงานวิจัยให้ผลลัพธ์ที่ไม่ค่อยตรงกัน