เมื่อวันที่ 26 มิถุนายน 2556 คณะกรรมาธิการยุโรปด้านการเกษตรและการพัฒนาชนบท (DG Agriculture and Rural development : DG-AGRI) ได้เผยแพร่ผ่านเว็บไซต์ว่ารัฐสภายุโรป คณะมนตรียุโรป และคณะกรรมาธิการฯ ได้มีมติร่วมกันในเรื่องการปฏิรูปนโยบายเกษตรร่วมของสหภาพยุโรป (CAP)   ภายหลังจากปี 2013 ประกอบไปด้วยสาระสำคัญดังนี้

1.    มีความเท่าเทียมกันมากขึ้น จะมีการให้การสนับสนุนเงินโดยตรง (direct payment) อย่างเป็นธรรมมากขึ้นในประเทศสมาชิก ภูมิภาค และเกษตรกร

–     การกระจายงบประมาณ CAP จะสร้างความมั่นใจว่าไม่มีประเทศสมาชิกรายใดได้รับเงินต่ำกว่าร้อยละ 75 ของค่าเฉลี่ยของกลุ่มประเทศในปี 2019 ภายในประเทศสมาชิกหรือภูมิภาคจะมีความแตกต่างในการช่วยเหลือลดลง ความช่วยเหลือต่อเฮกเตอร์จะไม่ต่ำกว่าร้อยละ 60 ของค่าเฉลี่ยของเงินช่วยเหลือที่จ่ายในปี 2019 ในหนึ่งหน่วยงานบริการหรือในหนึ่งพื้นที่การเกษตร ประเทศสมาชิกจะสามารถเพิ่มการสนับสนุนฟาร์มขนาดเล็กและขนาดกลางโดยการให้ความช่วยเหลือในระดับสูงกว่าแก่การมีพื้นที่แรก (first hectares) และการขยายระยะเวลาสิ้นสุดโครงการ Simplified Area Payment Scheme (SAPS) สำหรับประเทศสมาชิกใหม่ออกไปจนถึงปี 2020

เกษตรกรที่ยังมีการทำการเกษตรเท่านั้นจึงจะได้รับผลประโยชน์จากโครงการ Income-Support Scheme สำหรับเกษตรหนุ่มสาวจะได้รับการสนับสนุนให้ตั้งธุรกิจ โดยในประเทศสมาชิกทุกประเทศจะการให้เงินช่วยเหลือเพิ่มเติมร้อยละ 25 ในช่วง 5 ปีแรกจากมาตรการการลงทุนที่มีอยู่สำหรับเกษตรกรหนุ่มสาว

–     ประเทศสมาชิกจะสามารถจัดสรรเงินช่วยเหลือจำนวนเพิ่มขึ้นแก่พื้นที่ได้รับการดูแลต่ำ (less-favoured area) สามารถจัดสรรเงินอุดหนุนให้แก่เกษตรกรขึ้นกับปริมาณการผลิต (coupled payment) สำหรับผลิตภัณฑ์จำนวนจำกัด ด้วยร้อยละ 2 จัดสรรสำหรับ plant-based protein เพื่อให้สหภาพฯ มีการพึ่งพาการนำเข้าในพื้นที่นี้น้อยลง

2.    ปรับปรุงสถานะของเกษตรกรในห่วงโซ่การผลิตอาหารให้ดีขึ้น ปรับปรุงมุ่งเน้นการตลาดของการเกษตรยุโรปโดยการจัดสรรทรัพยากรใหม่ๆ แก่เกษตรกร และช่วยให้มีส่วนร่วมในห่วงโซ่การผลิตอาหาร

–     ส่งเสริมองค์กรที่เป็น professional และ interprofessional และใช้กฏเกณฑ์เฉพาะในกฏหมายการแข่งขันในบางสาขา เช่น นม เนื้อวัว น้ำมันมะกอก ธัญพืช ซึ่งองค์กรเหล่านี้จะสามารถเพิ่มประสิทธิภาพโดยเป็นตัวแทนในการเจรจาข้อตกลงการขายแทนสมาชิก

–     การยกเลิกโควตาน้ำตาลในปี 2017 และเสริมสร้างความเข้มแข็งแก่องค์กรในสาขาน้ำตาลโดยการใช้สัญญาและทำความตกลง mandatory interprofessional agreement

–     ตั้งแต่ปี 2016 ระบบสิทธิการเพาะปลูกในสาขาไวน์จะถูกทดแทนโดยกลไกการบริหารการอนุญาตเพาะปลูกที่ dynamic ซึ่งผู้ประกอบอาชีพจะมีส่วนร่วมมากขึ้นจนกระทั่งปี 2030 ที่จะจำกัดการเพาะปลูกองุ่นคงที่ร้อยละ 1 ต่อปี

–     การนำเครื่องมือบริหารวิกฤต (crisis management tool) มาใช้

–     คณะกรรมาธิการฯ สามารถอนุญาตผู้ผลิตในการบริหารปริมาณที่จำหน่ายในตลาดได้เป็นการชั่วคราว

–     การมีเงื่อนไขเกี่ยวกับ crisis reserve (รวมทั้งข้อกำหนดฉุกเฉินทั่วไป)

–     ภายใต้โครงการพัฒนาชนบท ประเทศสมาชิกจะสามารถส่งเสริมเกษตรกรให้มีส่วนร่วมในกลไกป้องกันความเสี่ยง เช่น โครงการสนับสนุนรายได้หรือกองทุนรวม (mutual fund) และสามารถวางแผนโครงการย่อยสำหรับสาขาที่มีปัญหาเฉพาะ1.    นโยบายที่ส่งเสริมสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ประเทศสมาชิกทุกประเทศ พื้นที่ชนบททุกพื้นที่ และเกษตรกรทุกรายจะดำเนินมาตรการง่ายๆ ที่ส่งเสริมความยั่งยืนและต่อสู้กับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ระหว่างปี 2014 – 2020 จะมีการลงทุนมากกว่า 100 พันล้านยูโร เพื่อช่วยเหลือการทำฟาร์มต่อความท้าทายด้านคุณภาพดินและน้ำความหลากหลายทางชีวภาพ และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

–     ร้อยละ 30 ของการสนับสนุนเงินโดยตรงจะเชื่อมโยงกับการทำฟาร์มที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เช่น การกระจายการผลิตพืชผล (crop diversification) การรักษาทุ่งหญ้า (grassland) อย่างถาวรและอนุรักษ์ร้อยละ 5 และต่อไปร้อยละ 7 ของพื้นที่ระบบนิเวศน์ตั้งแต่ปี 2018 หรือมาตรการที่ให้ผลประโยชน์ต่อสิ่งแวดล้อมเทียบเท่ากัน

–     งบประมาณโครงการพัฒนาชนบทอย่างน้อยร้อยละ 30 จะต้องถูกจัดสรรแก่มาตรการเกษตร-สิ่งแวดล้อม สนับสนุนการทำฟาร์มเกษตรอินทรีย์ หรือโครงการการลงทุนที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมหรือมาตรการเกี่ยวกับนวัตกรรม

–     ยกระดับมาตรการเกษตร-สิ่งแวดล้อมเพื่อสนับสนุนการดำเนินการเพื่อสิ่งแวดล้อม (green practice) ซึ่งโครงการเหล่านี้จะต้องถูกตั้งและสำเร็จตามเป้าหมายการปกป้องสิ่งแวดล้อมที่สูงขึ้น (ด้วยการให้เงินทุนเป็นสองเท่า)

3.   ความมีประสิทธิภาพและความโปร่งใสมากขึ้น เครื่องมือของ CAP จะทำให้ประเทศสมาชิกแต่ละประเทศบรรลุวัตถุประสงค์ร่วมอย่างยืดหยุ่นและมีประสิทธิภาพ

–     เพิ่มเงินทุนสนับสนุนการวิจัย นวัตกรรม และการแบ่งปันความรู้เป็นสองเท่า

–     โครงการพัฒนาชนบทจะถูกประสานกับกองทุน European และการรวมกลุ่มแบบรายสาขา (sector-based approach) จะถูกทดแทนโดยแนวทางเชิงกลยุทธ์ของประเทศหรือภูมิภาคที่สามารถปรับได้

–     มีโครงการความช่วยเหลือสำหรับเกษตรกรรายเล็กสำหรับประเทศสมาชิก

–     การเผยแพร่รายละเอียดของการให้เงินช่วยเหลือทั้งหมดตาม CAP ต่อสาธารณะ ยกเว้นเงินจำนวนน้อยมากๆ ที่ให้แก่เกษตรกรรายเล็ก

การปฏิรูปทั้งหมดจะเริ่มมีการปรับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2014 (พ.ศ. 2557) ยกเว้นโครงสร้างการสนับสนุนเงินโดยตรงแบบใหม่ เช่น เงินเพื่อสิ่งแวดล้อม การสนับสนุนเพิ่มเติมสำหรับคนหนุ่มสาว เป็นต้น จะเริ่มดำเนินการในปี 2015 เพื่อให้ประเทศสมาชิกมีเวลาแจ้งเกษตรกรเกี่ยวกับ CAP ใหม่และเพื่อการปรับใช้ระบบคอมพิวเตอร์ในการบริหาร CAP

มาตรการการจ่ายเงินอุดหนุนโดยตรงของสหภาพฯ นั้น อาจมีผลให้เกษตรกรของสหภาพฯ มีความได้เปรียบต่อผู้ผลิตไทยที่ส่งออกมายังตลาดนี้ นอกจากนี้ จากแนวโน้มการให้ความสำคัญด้านสิ่งแวดล้อมของสหภาพฯ (ในระบบ CAP ใหม่นั้นกำหนดให้ร้อยละ 30 ของการอุดหนุนด้านการเงินโดยตรงเชื่อมโยงกับมาตรการสิ่งแวดล้อม) ผู้ส่งออกไทยจึงควรหันมาให้ความสำคัญกับการผลิตสินค้าเกษตรที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น เพื่อเป็นการสร้างโอกาสในตลาดสหภาพฯ ต่อไปในอนาคต

เดิมระบบโควตาน้ำตาลของสหภาพฯ จะสิ้นสุดในปี 2015 ซึ่งเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา คณะกรรมการด้านการเกษตรของรัฐสภายุโรปได้มีมติให้ขยายระยะเวลาของระบบปัจจุบันไปจนกระทั่งปี 2020 และปฏิเสธข้อเสนอการสิ้นสุดระบบเดิมในปี 2015 เพื่อปกป้องเกษตรกรยุโรป ซึ่งสร้างความไม่พอใจต่อธุรกิจสาขาอาหาร เครื่องดื่ม และผู้ใช้น้ำตาล เนื่องจากราคาน้ำตาลของสหภาพฯ (เกิน 700 ยูโรต่อตัน) สูงกว่าร้อยละ 50 ของราคาในตลาดโลก (ต่ำกว่า 500 ยูโรต่อตัน) ซึ่งเป็นภาระต่อผู้ประกอบธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) อย่างมาก นอกจากนี้ ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา สหภาพฯ ประสบปัญหาขาดแคลนน้ำตาลอย่างมากโดยโควตาในปีที่ผ่านมาจำนวน 13.8 ล้านตันนั้นไม่สามารถตอบสนองอุปสงค์ในตลาดที่ 16.5 ล้านตัน ทั้งนื้ ผู้ใช้น้ำตาลสามารถหาแหล่งน้ำตาลจากนอกสหภาพฯ ได้แต่ต้องรับภาระภาษีที่สูงเช่นเดียวกัน ดังนั้น มติสามฝ่ายที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ (ประกาศสิ้นสุดระบบโควตาน้ำตาลในปี 2017) น่าจะเป็นการประนีประนอมต่อทุกฝ่าย อย่างไรก็ตาม การเพิ่มอุปทานน้ำตาลในตลาดสหภาพฯ อาจส่งผลต่อราคาน้ำตาลที่ไทยส่งมายังตลาดสหภาพฯ ในอนาคต

สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมที่

http://europa.eu/rapid/press-release_IP-13-613_en.htm

 

สนับสนุนข้อมูลโดย สำนักงานพาณิชย์ในต่างประเทศ ณ กรุงบรัสเซลส์