เมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ.2557 หน่วยงานทางการโปรตุเกสได้สั่งระงับการซื้อขายหุ้นธนาคาร Banco Espirito Santo (BES) ซึ่งเป็นธนาคารเอกชนที่ใหญ่ที่สุดของโปรตุเกส ภายหลังราคาหุ้น BES ในตลาดหลักทรัพย์ PSI ของโปรตุเกส ปรับตัวลดลง 17% อันเป็นผลจากความวิตกกังวลจากการผิดนัดชำระหนี้ของ Espirito Santo International (ESI) ซึ่งเป็นบริษัทแม่ของ BES

          ความวิตกกังวลดังกล่าวส่งผลให้ตลาดหลักทรัพย์ PSI ปรับตัวลดลงในวันที่ 10 กรกฎาคม 4% และยังทำให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรโปรตุเกสรัฐบาลโปรตุเกสอายุ 10 ปี เพิ่มขึ้น 0.2% เท่ากับ 3.95% อันเป็นการสะท้อนถึงมุมมองความเสี่ยงที่นักลงทุนต่างชาติมีต่อโปรตุเกส รวมทั้งยังส่งผลกระทบให้ตลาดหลักทรัพย์หลายประเทศในยุโรปปรับตัวลดลง และทำให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรของหลายประเทศในยุโรปที่ประสบปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจ อาทิ กรีซ สเปน และอิตาลี ปรับตัวเพิ่มขึ้นตามโปรตุเกสด้วย

          นายกรัฐมนตรี Pedro Passos Coelho ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนท้องถิ่น เรียกร้องให้ประชาชนโปรตุเกสและนักลงทุนต่างชาติคลายความตื่นตระหนกต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้นใน BES และระบบสถาบันการเงินของโปรตุเกส โดยขอให้แยกความแตกต่างระหว่างสิ่งที่เกิดขึ้นในธุรกิจของ BSI กับธนาคาร BES นอกจากนี้ รัฐบาลโปรตุเกสจะไม่นำเงินภาษีประชาชนไป ‘อุ้ม’ การขาดทุนของบริษัทเอกชน ส่วนธนาคารกลางโปรตุเกสออกแถลงการณ์ระบุว่าปัญหาที่เกิดขึ้นกับ ESI จะไม่ส่งผลกระทบกับ BES อย่างไรก็ตาม สถาบันจัดอันดับ Moody’s ได้ปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือของ BES โดยให้เหตุผลจากการขาดความโปร่งใส ส่วน IMF ระบุในแถลงการณ์ว่า เศรษฐกิจและภาคการเงินของโปรตุเกสยังคงมีความเสี่ยง และจำเป็นต้องมีมาตรการตรวจสอบและแก้ไขปัญหา

          ขณะนี้ยังไม่มีรายงานและคำชี้แจงจากกลุ่ม Espirito Santo เกี่ยวกับปัญหาที่เกิดขึ้น ซึ่งมีโครงสร้างกลุ่มธุรกิจที่ซับซ้อน โดย ESI เป็นผู้ถือหุ้น 49% ใน Espirito Santo Financial Group (ESFG) ซึ่งถือหุ้น 25% ใน BES แต่สื่อมวลชนระบุว่า ESFG ได้พยายามปกปิดตัวเลขทางบัญชีจำนวน 1,300 ล้านยูโร รวมทั้งยังมีความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นจากการปล่อยสินเชื่อในประเทศแองโกลาของ BES และการปล่อยกู้ภายในเครือ Espirito Santo นอกจากนี้ ผู้ตรวจสอบบัญชีของ ESFG ยังพบเงื่อนไขที่ผิดปกติในบัญชีของ ESI และ ESFG ด้วย

          ทั้งนี้ นักเศรษฐศาสตร์และนักวิเคราะห์ด้านการเงินมีความเห็นที่แตกต่างเกี่ยวกับสถานการณ์ของ BES โดยส่วนหนึ่งเห็นว่าปัญหาที่เกิดขึ้นกับ BES เกิดขึ้นในวงจำกัดและปัญหาจะไม่ลุกลามหรือส่งผลกระทบในวงกว้างต่อเศรษฐกิจของ EU อย่างไรก็ตาม อีกจำนวนหนึ่งเห็นว่าปัญหาที่เกิดขึ้นอาจส่งผลต่อความเชื่อมั่นและความเข้มแข็งของระบบสถาบันการเงินใน EU  

      

สนับสนุนข้อมูลโดย สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงลิสบอน