10022012.1 (1)

รายงานการส่งออกอาหารและสินค้าเกษตรของสหภาพยุโรปไปตลาดโลก

 

               ๑. จากรายงานติดตามการค้าของ EU พบว่า การส่งออกอาหาร-สินค้าเกษตรของ EU ในช่วง ระหว่างเดือนกรกฎาคม  ๒๕๕๘ ถึงเดือนมิถุนายน ๒๕๕๙ มีมูลค่าเท่ากับ ๑๒๙,๐๐๐ ล้านยูโรหรือ​เพิ่มขึ้น ๒.๑% เทียบกับช่วงเวลาเดียวกันในปี  ๒๕๕๗ – ๒๕๕๘

                    ตลาดส่งออกที่เติบโตเพิ่มขึ้นมาก ได้แก่ สหรัฐอเมริกา (+๒,๒๐๐ ล้านยูโร, +๑๒%) จีน (+๑,๘๐๐ ล้านยูโร, +๒๐%) ซาอุดิอาระเบีย (+๖๐๐ ล้านยูโร) รวมทั้งการส่งออกไปสวิสเซอร์แลนด์ สหรัฐ- อาหรับเอมิเรต อิสราเอลและออสเตรเลีย มีมูลค่าเพิ่มขึ้นมากกว่า ๒๐๐ ล้านยูโรต่อประเทศ ส่วนการส่งออก ไปรัสเซียมีมูลค่าลดลงจาก ๖,๖๐๐ ล้านยูโรในช่วงระหว่างเดือนกรกฎาคม ๒๕๕๗ ถึงเดือนมิถุนายน ๒๕๕๘ เหลือ ๕,๖๐๐ ล้านยูโรในช่วงระหว่างเดือนกรกฎาคม ๒๕๕๘ ถึงเดือนมิถุนายน ๒๕๕๙ (-๑๕%)

                  ภาคการส่งออกที่ขยายตัวสูงสุด ได้แก่ เนื้อสุกร (+๙๘๖ ล้านยูโร, +๒๖%) ไวน์ (+๕๑๑ ล้านยูโร, +๕%) สัตว์มีชีวิต (+๕๐๒ ล้านยูโร, +๒๔%) ผักสด แช่เย็น แห้ง (+๔๐๓ ล้านยูโร, +๑๕%) ส่วน ภาคการส่งออกที่มีมูลค่าลดลงมากที่สุด ได้แก่ หนังสัตว์ (-๑,๑๐๐ ล้านยูโร, -๓๖%) ข้าวสาลี (-๑,๐๐๐ ล้านยูโร, -๑๕%) นมผง (-๖๙๕ ล้านยูโร, -๑๖%) นอกจากนี้ การส่งออกธัญพืช เนื้อสัตว์ปีกและผลไม้สด ของ EU ก็ลดลงเช่นเดียวกัน

              ๒​. ด้านการนำเข้าอาหาร-สินค้าเกษตรของ EU ในช่วงระหว่างเดือนกรกฎาคม  ๒๕๕๘ ถึง เดือนมิถุนายน ๒๕๕๙ มีมูลค่ารวม ๑๑๓,๐๐๐ ล้านยูโรหรือเพิ่มขึ้น ๓.๕% เทียบกับช่วงเวลาเดียวกันในปี ๒๕๕๗ – ๒๕๕๘ ส่งผลให้ EU ได้เปรียบดุลการค้าอาหาร-สินค้าเกษตรกับตลาดโลกเกือบ ๑๗,๐๐๐ ล้านยูโร

                  EU นำเข้าอาหาร-สินค้าเกษตรจากประเทศบราซิลลดลง (-๑,๓๐๐ ล้านยูโร, -๑๐%) ส่วน การนำเข้าจากประเทศที่สำคัญอื่นๆ ได้แก่ อินโดนีเซีย แคนาดา ก็ลดลงเช่นเดียวกัน ในทางตรงข้าม EU มีแนวโน้มนำเข้าอาหาร-สินค้าเกษตรจากยูเครน (+๘๓๑ ล้านยูโร, +๒๓%) อาร์เจนตินา (+๖๗๕ ล้านยูโร, +๑๓%) และไอวอรี่โคสต์ (+๖๖๔ ล้านยูโร, +๒๖%) เพิ่มขึ้นในช่วง ๑๒ เดือนที่ผ่านมา

                 สินค้ากลุ่มที่ EU มีมูลค่านำเข้าเพิ่มขึ้นสูงสุด คือ ผลไม้จากเขตร้อน ถั่วและเครื่องเทศ (+๑,๓๐๐ ล้านยูโร, +๑๐.๕%) รองลงมา คือ เมล็ดโกโก้ (+๖๘๒ ล้านยูโร, +๒๑%) เมล็ดพืชน้ำมันที่ไม่ใช่ ถั่วเหลือง (+๖๒๔ ล้านยูโร, +๒๓%) ธัญพืชที่ไม่ใช่ข้าวสาลี (+๕๕๕ ล้านยูโร, +๒๘%) ส่วนสินค้ากลุ่มที่ EU นำเข้าที่ลดลง ได้แก่ กากเมล็ดพืชน้ำมัน (-๙๕๘ ล้านยูโร, -๑๒%) ชาและกาแฟ สด  (-๖๙๔ ล้านยูโร, -๖%)  น้ำมันปาล์ม (-๓๖๗ ล้านยูโร, -๖.๕%) และน้ำผลไม้  (-๑๕๓ ล้าน ยูโร, -๖.๕%)

             ๓. สำหรับสถิติการค้าระหว่าง EU – ไทยพบว่า EU  ส่งออกอาหาร-สินค้าเกษตรมายังประเทศ ไทยมีมูลค่ารวม ๑,๐๐๘ ล้านยูโรในช่วงระหว่างเดือนมิถุนายน ๒๕๕๘ ถึงเดือนพฤษภาคม ๒๕๕๙[1] (ลดลง  ๑๖๒ ล้านยูโรหรือ -๑๔% เทียบกับช่วงเวลาเดียวกันในปี ๒๕๕๗ – ๒๕๕๘)

                 สินค้ากลุ่มที่ EU ส่งออกมายังประเทศไทยเพิ่มขึ้น ได้แก่ ของปรุงแต่งเบ็ดเตล็ดที่บริโภคได้ (๑๑ ล้านยูโร, +๑๑%) สัตว์มีชีวิต (+๘.๕ ล้านยูโร, +๙๙%) ผัก ผลไม้แปรรูป ถั่ว (+๖ ล้านยูโร, +​๑๔%) ยกตัวอย่างเช่น น้ำผักหรือผลไม้ (+๘.๕ ล้านยูโร,​ +๙๙%) น้ำแอปเปิ้ล (+๗.๗ ล้านยูโร, +๑๔๓%) ข้าวโพดหวาน (+๗.๖ ล้านยูโร, +๑๒๖%) แยม เยลลี่ผลไม้ ผลไม้บด (+๗.๓ ล้านยูโร, +๖๙๔%) น้ำองุ่น (+๖.๘ ล้านยูโร, +๑๑.๒%) อาหารทารก (+๖.๔ ล้านยูโร, +๑๔%) ยีสต์ (+๕ ล้านยูโร, +๖%) นกมีชีวิต (+๔ ล้านยูโร, +๕%)

                 สินค้ากลุ่มที่ EU ส่งออกมายังประเทศไทยลดลง ได้แก่ ธัญพืช (-๑๐๑ ล้านยูโร, -๖๖%) ผลิตภัณฑ์นม (-๔๒.๕ ล้านยูโร, -๒๖%) อาหารสัตว์ (-๒๔.๕ ล้านยูโร , -๑๑%)   ยกตัวอย่างเช่น ข้าวสาลี และเมสลิน (-๑๐๑ ล้านยูโร, -๖๖%) อาหารปศุสัตว์ (-๓๑ ล้านยูโร, -๒๕%) นมและครีมในลักษณะของแข็ง (-๓๑ ล้านยูโร, -๓๗%) บัตเตอร์มิลค์ (-๘ ล้านยูโร, -๔๔%) อาหารสุนัขหรือแมว (-๔.๔ ล้านยูโร, -๕๙%)

             ๔. ด้านการนำเข้าอาหาร-สินค้าเกษตรจากไทยในช่วงระหว่างเดือนมิถุนายน ๒๕๕๘ ถึงเดือน พฤษภาคม ๒๕๕๙​ มีมูลค่ารวม ๒,๘๕๕ ล้านยูโร (ลดลง ๘ ล้านยูโรหรือ -๐.๓% เทียบกับช่วงเวลาเดียวกัน ในปี ๒๕๕๗ – ๒๕๕๘) ส่งผลให้ EU เป็นฝ่ายเสียเปรียบดุลการค้าอาหาร-สินค้าเกษตรกับประเทศไทย  ๑,๘๔๗ ล้านยูโร

                  สินค้ากลุ่มที่ EU นำเข้าจากไทยมีมูลค่าเพิ่มขึ้นมาก ได้แก่ ผัก ผลไม้แปรรูป ถั่ว (+๗๐ ล้าน ยูโร, +๒๒.๕%) อาหารสัตว์  (+๒๕ ล้านยูโร, +​๑๗%) ของปรุงแต่งเบ็ดเตล็ดที่บริโภคได้ (+๑๔ ล้านยูโร, +​๑๗%) ยกตัวอยางเช่น น้ำสับปะรด (+๓๒ ล้านยูโร, +๔๔%) สับปะรดกระป๋อง (+๒๗ ล้านยูโร, +๒๑%) อาหารสุนัขหรือแมว (+๒๕ ล้านยูโร, +๑๗%) น้ำผักหรือผลไม้ (+๑๓ ล้านยูโร, +๒๐๓%) ซอสและ ของปรุงแต่งสำหรับทำซอส (+๑๐ ล้านยูโร, +๑๑%) อาหารปรุงแต่ง (+๖ ล้านยูโร, +๖%) นอกจากนี้ EU ยังมีแนวโน้มนำเข้าไก่แปรรูปจากไทยเพิ่มขึ้น (+๖๔ ล้านยูโร, +๑๐%)

                  ส่วนสินค้ากลุ่มที่ EU นำเข้าจากไทยลดลงมาก ได้แก่ ปลาและสัตว์น้ำ (-๖๓.๕ ล้านยูโร, -๒๘%) ไขมันและน้ำมันจากพืชหรือสัตว์​ (-๔๖ ล้านยูโร,​ -๗๐.๖%) เนื้อสัตว์ (-๓๒ ล้านยูโร, -๑๓%) ยกตัว อย่างเช่น กุ้งแช่แข็ง (-๕๒ ล้านยูโร, -๖๓%) น้ำมันปาล์มดิบ (-๕๐ ล้านยูโร, -๑๐๐%)  ไก่หมักเกลือ แห้ง หรือรมควัน (-๒๗.๕ ล้านยูโร, -๑๒%) เนื้อไก่ แช่แข็ง แห้งหรือรมควัน (-๔ ล้านยูโร, -๑๘%)  ปลาทูน่าครีบ เหลืองแช่แข็ง (-๓.๔ ล้านยูโร, -๒๖%)  หอย (-๓.๓ ล้านยูโร, -๒๔%) ปลาหมึกยักษ์ (-๓.๒ ล้านยูโร, -๖๓%)    5. แม้ว่าภาคเกษตรของ EU ยังคงเผชิญผลกระทบจากคำสั่งห้ามนำเข้าของรัสเซียและสินค้า เกษตรบางอย่างในตลาดโลกมีราคาตกต่ำ แต่ด้วยกลยุทธ์มุ่งขยายการส่งออกอาหาร-สินค้าเกษตรไปยังตลาด ใหม่ๆและการเสริมสร้างความแข็งแกร่งทางการค้ากับประเทศคู่ค้าที่สำคัญของ EU (สหรัฐอเมริกาและจีน) ส่งผลให้ตัวเลขการส่งออกอาหาร-สินค้าเกษตรของ EU ในช่วงระหว่างเดือนกรกฎาคม  ๒๕๕๘ ถึงเดือน มิถุนายน ๒๕๕๙  เติบโตเพิ่มขึ้นและมีมูลค่าสูงถึง ๑๒๙,๐๐๐ ล้านยูโร (+๒.๑% เทียบกับช่วงเวลาเดียวกัน ในปีก่อนหน้า) โดย EU ยังครองตำแหน่งเป็นผู้ส่งออกอาหาร-สินค้าเกษตรมากที่สุดอันดับ ๑ ของโลก

             5. แม้ว่าภาคเกษตรของ EU ยังคงเผชิญผลกระทบจากคำสั่งห้ามนำเข้าของรัสเซียและสินค้า เกษตรบางอย่างในตลาดโลกมีราคาตกต่ำ แต่ด้วยกลยุทธ์มุ่งขยายการส่งออกอาหาร-สินค้าเกษตรไปยังตลาด ใหม่ๆและการเสริมสร้างความแข็งแกร่งทางการค้ากับประเทศคู่ค้าที่สำคัญของ EU (สหรัฐอเมริกาและจีน) ส่งผลให้ตัวเลขการส่งออกอาหาร-สินค้าเกษตรของ EU ในช่วงระหว่างเดือนกรกฎาคม  ๒๕๕๘ ถึงเดือน มิถุนายน ๒๕๕๙  เติบโตเพิ่มขึ้นและมีมูลค่าสูงถึง ๑๒๙,๐๐๐ ล้านยูโร (+๒.๑% เทียบกับช่วงเวลาเดียวกัน ในปีก่อนหน้า) โดย EU ยังครองตำแหน่งเป็นผู้ส่งออกอาหาร-สินค้าเกษตรมากที่สุดอันดับ ๑ ของโลก

            6.  เนื้อสุกรเป็นสินค้าที่กระตุ้นให้ตัวเลขส่งออกของ EU เพิ่มขึ้นมากที่สุด ทั้งนี้ เนื่องจากการ ผลิตสุกรในหลายประเทศขยายตัว (ได้แก่ สเปน เยอรมนี เดนมาร์ก) ทำให้อุปทานเพิ่มขึ้นและราคาลดลงมา   นอกจากนั้น ราคาอาหารสัตว์ในตลาดโลกที่คงอยู่ในระดับต่ำ ทำให้ผู้ผลิตสุกรของ EU มีกำไร ประกอบกับ ค่าเงินยูโรที่อ่อนตัวลงเมื่อเปรียบเทียบกับสกุลเงินในเอเชียและความต้องการซื้อเนื้อสุกรจากตลาดเอเชียที่ เพิ่มขึ้น ปัจจัยต่างๆเหล่านี้ส่งผลให้การส่งออกเนื้อสุกรของ EU ไปยังเอเชียเจริญเติบโต โดยเฉพาะการ ส่งออกไปประเทศจีน ซึ่งช่วยบรรเทาผลกระทบจากการส่งออกไปตลาดรัสเซียที่ถูกระงับไป

            7. สหรัฐอเมริกาเป็นคู่ค้าที่สำคัญที่สุดของ EU โดย EU เป็นฝ่ายได้เปรียบดุลการค้าอาหาร- สินค้าเกษตรกับสหรัฐอเมริกา ตัวเลขการส่งออกไปสหรัฐอเมริกามีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในช่วง ๑๒ เดือนที่ผ่านมา (+๒,๒๐๐ ล้านยูโร, +๑๒%)  สินค้าหลักที่ EU ส่งออกไปสหรัฐอเมริกาส่วนใหญ่ คือ สุราและเครื่องดื่มมี แอลกอฮอล์ ไวน์ เบียร์ เนยแข็ง ฯลฯ ในทางตรงข้าม สหรัฐอเมริกาเป็นแหล่งนำเข้าอาหาร-สินค้าเกษตร ที่สำคัญอันดับ ๒ ของ EU (รองจากประเทศบราซิล) ส่วนใหญ่  EU เน้นการนำเข้าผลไม้เมืองร้อน ถั่วและ เครื่องเทศ ถั่วเหลือง สุราและเครื่องดื่มมีแอลกอฮอล์จากสหรัฐอเมริกา ในอนาคตหากว่าการเจรจา TTIP ระหว่าง USA – EU ประสบผลสำเร็จและสามารถขจัดอุปสรรคทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษีได้  จะช่วยส่งเสริมให้ การค้าระหว่าง ๒ ภูมิภาคยิ่งมีมูลค่าเติบโตเพิ่มขึ้นอีก

           8.  ประเทศไทยเป็นหนึ่งแหล่งนำเข้าอาหาร-สินค้าเกษตรที่สำคัญของ EU สินค้าที่ EU นำเข้า จากไทยมากในช่วงระหว่างมิถุนายน ๒๕๕๘ ถึงเดือนพฤษภาคม ๒๕๕๙​ ได้แก่ ไก่แปรรูป (๗๑๙ ล้านยูโร) ข้าว (๒๑๓ ล้านยูโร) อาหารสัตว์เลี้ยง (๑๖๙.๕ ล้านยูโร) สับปะรดกระป๋อง (๑๕๗ ล้านยูโร) ปลาทูน่า กระป๋อง (๑๕๕ ล้านยูโร) และน้ำสับปะรด (๑๐๕ ล้านยูโร) ตามลำดับ  

              EU มีแนวโน้มนำเข้าสินค้าเหล่านี้จากไทยเพิ่มขึ้นเกือบทุกรายการในช่วง ๑๒​ เดือนที่ผ่านมา   ยกเว้น  ปลาทูน่ากระป๋อง EU นำเข้าจากไทยลดลงเกือบ ๒๑ ล้านยูโรหรือ -๑๒% เทียบกับช่วงเวลา เดียวกันในปีก่อนหน้า เพราะไทยถูก EU ตัดสิทธิ GSP ตั้งแต่ต้นปี ๒๕๕๘ เป็นต้นมา ส่งผลให้ปลาทูน่า กระป๋องที่นำเข้าจากไทยถูกเรียกเก็บภาษีเพิ่มขึ้นจาก ๒๐.๕% เป็น ๒๔% ไทยจึงเสียเปรียบคู่แข่งที่สำคัญ อย่างประเทศฟิลิปปินส์ ซึ่งได้รับสิทธิ GSP+ จาก EU และปลาทูน่ากระป๋องนำเข้าจากฟิลิปปินส์ไม่ต้องเสีย ภาษี (zero duty) 

              นอกจากนั้น EU มีแนวโน้มนำเข้าสินค้าสัตว์น้ำอื่นๆจากไทยลดลงเช่นเดียวกัน โดยเฉพาะ กุ้งแช่แข็ง เนื่องจากไทยเผชิญปัญหาขาดแคลนอุปทานกุ้งเพราะผลกระทบจากโรค EMS แพร่ระบาดที่ยัง ไม่คลี่คลายและกุ้งไทยยังเสียเปรียบคู่แข่งเพราะไทยถูกตัดสิทธิ GSP ส่วนสินค้าสัตว์น้ำอื่นๆที่ EU นำเข้าจากไทย ลดลง ได้แก่ ปลาทูน่าแช่แข็ง หอยต่างๆและปลาหมึก แต่มีมูลค่าลดลงไม่มากนัก

 

โดย สำนักงานที่ปรึกษาการเกษตรต่างประเทศ ประจำสหภาพยุโรป