ในวันที่ 28 มิถุนายน 2560 คณะกรรมาธิการยุโรปได้ประกาศผลการพิจารณาแก้ไขมาตรการสุ่มตรวจเข้มครั้งที่ 26 อย่างเป็นทางการใน EU Official Journal L 165/29 ตาม Commission Implementing Regulation (EU) 2017/1142 of 27 June 2017 amending Annex I to Regulation (EC) No 669/2009 as regards the list of feed and food of non-animal origin subject to an increased level of official controls on imports

ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับประเทศไทย Commission Implementing Regulation ดังกล่าวยังคงเป็นมาตรการเดิม ไม่มีการเปลี่ยนแปลงที่แตกต่างจากการ Review ครั้งที่ผ่านมา (Review ทุก 6 เดือน) ดังนั้น จึงสรุปภาพรวมการตรวจเข้มผักจากไทย ณ ปัจจุบัน ได้ ดังนี้

1. คงการตรวจหาสารป้องกันกำจัดศัตรูพืชตกค้างที่ระดับ 20% ในผัก ๒ ประเภท คือ ผักในกลุ่มมะเขือและถั่วฝักยาวจากไทย

2.   คงการตรวจหาสารป้องกันกำจัดศัตรูพืชตกค้างที่ระดับ 10% ในพริกจากไทย

ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับประเทศอื่นๆ จากการ Review ครั้งนี้ พบว่า EU

1. เพิ่มการสุ่มตรวจหาสารโอคราทอกซิน A ตกค้างที่ระดับ 5% ในองุ่นแห้งจากประเทศตุรกี และอิหร่าน

2. เพิ่มการสุ่มตรวจหาสารอัลฟลาทอกซินตกค้างที่ระดับ 20% ในพริกจากประเทศศรีลังกา

3. เพิ่มการสุ่มตรวจหาสารอัลฟลาทอกซินตกค้างที่ระดับ 50% ในถั่วลิสงและผลิตภัณฑ์ที่ทำจากถั่วลิสงจากประเทศเซเนกัล

4. เพิ่มการสุ่มตรวจหาเชื้อซัลโมแนลล่าปนเปื้อนที่ระดับ 50% ในเมล็ดงาจากประเทศไนจีเรียและซูดาน

5. ปรับเพิ่มเปอร์เซนต์การสุ่มตรวจหาซัลไฟต์ตกค้างจากเดิมที่ระดับ 10% ให้เป็น 20% ในแอพริคอตแห้งจากประเทศตุรกี

6. ปรับลดเปอร์เซนต์การสุ่มตรวจหาสารป้องกันกำจัดศัตรูพืชตกค้างจากเดิมที่ระดับ 10% ให้เป็น 5% ในถั่วฝักจากประเทศเคนยา

7. ปรับลดเปอร์เซนต์การสุ่มตรวจหาสารป้องกันกำจัดศัตรูพืชตกค้างจากเดิมที่ระดับ 50% ให้เป็น 20% ในผักคะน้าจากประเทศจีน

8. ยกเลิกการสุ่มตรวจหาสารป้องกันกำจัดศัตรูพืชตกค้างในมะเขือจากประเทศกัมพูชา จากเดิมเคยสุ่มตรวจอยู่ที่ระดับ 50%

9. ยกเลิกการสุ่มตรวจหาสารคลอแรมเฟนิคอลตกค้างในเอนไซม์จากประเทศอินเดีย จากเดิมเคยสุ่มตรวจอยู่ที่ระดับ 50%

สำหรับรายละเอียดที่เกี่ยวข้องสามารถศึกษาได้จากเวปไซต์ดังนี้

http://eur-lex.europa.eu/legal-content/EN/TXT/PDF/?uri=CELEX:32017R1142&from=EN

กฎฉบับนี้จะมีผลบังคับใช้ 3 วันหลังจากที่ประกาศใน EU Official Journal เป็นต้นไป (ประกาศเมื่อวันที่ 28 มิถุนายน 2560)

 

โดย สำนักงานที่ปรึกษาการเกษตรต่างประเทศ ประจำสหภาพยุโรป

Photo licensed under Creative Commons Zero (CC0) license