ช่วงที่ผ่านมา ทีมงาน Thaieurope.net ได้นำเสนอข่าวเกี่ยวกับแนวคิด “เศรษฐกิจหมุนเวียน” (Circular Economy) ที่กำลังเริ่มแพร่หลายในหมู่ประเทศพัฒนาแล้วในยุโรป โดยแนวคิดนี้มุ่งเน้นการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าโดยเน้นการประยัดทรัพยากรและการนำทรัพยากรที่ใช้แล้วกลับมาใช้ใหม่ เพื่อเป็นการรักษาสิ่งแวดล้อมและสอดคล้องกับแนวคิดเศรษฐกิจยั่งยืน    และหวังว่าผู้ประกอบการไทยที่ต้องการจะเข้าถึงหรือสร้างแบรนด์ตัวเองในตลาดแถบยุโรปอาจจะสามารถปรับกระบวนการผลิตเพื่อนำเอาสิ่งนี้ไปเป็นจุดขายได้

ครั้งนี้ ทีมงานฯ ขอเพิ่มเติมมุมมองเกี่ยวกับโอกาสทางธุรกิจของการใช้ประโยชน์จากขยะเหลือทิ้ง เพื่อที่จะนำมาผลิตเป็นก๊าซชีวภาพ (Biogas) ซึ่งเป็นแหล่งพลังงานหมุนเวียนที่สำคัญต่อไปได้   โดยเมื่อช่วงเดือนกันยายนที่ผ่านมา ทีมงาน Thaieurope.net ภายใต้การสนับสนุนของสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงบรัสเซลส์ ได้ร่วมกับโครงการชุดอุตสาหกรรมเชื้อเพลิงชีวภาพและเคมีชีวภาพ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) จัดทำโครงการส่งเสริมเทคโนโลยีการแปรรูปขยะเป็นพลังงานเพื่อแสวงหาความร่วมมือกับเบลเยียม และสร้างเสริมศักยภาพเอกชนตามนโยบาย Thailand 4.0 ที่เน้นการพัฒนา “นวัตกรรม” ให้เป็นหัวใจในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของไทย

 

EU กับการผลักดันเทคโนโลยีพลังงานหมุนเวียน

EU ได้ผลักดันเรื่องเทคโนโลยีพลังงานหมุนเวียนมาเป็นเวลานาน และได้ออกกฎระเบียบต่างาๆ เพื่อสนับสนุนให้มีการนำพลังงานหมุนเวียนมาใช้ ซึ่งกฎระเบียบที่สำคัญ คือ Renewable Energy Directive (RED) ปี 2552 ซึ่งมีสาระสำคัญกำหนดให้ประเทศสมาชิกต้องมีสัดส่วนการใช้พลังงานหมุนเวียนภายในประเทศไม่ต่ำกว่า 20% ของพลังงานที่ใช้ภายในประเทศทั้งหมด และแบ่งสัดส่วนการใช้พลังงานหมุนเวียนสำหรับเป็นเชื้อเพลิงในภาคขนส่งอย่างน้อย 10% ของเชื้อเพลิงสำหรับรถยนต์ทั้งหมดภายในปี 2563 ถือว่าเป็นการบังคับให้ประเทศสมาชิก EU ทุกประเทศต้องเริ่มทำการลงทุนในพลังงานหมุนเวียน  และต่อมาเมื่อปลายปี 2559 ที่ผ่านมา EU เสนอข้อบังคับ REDII ให้เพิ่มเป้าหมายสัดส่วนการใช้พลังงานหมุนเวียนเป็น 27% ภายในปี 2573 ซึ่งกำลังอยู่ระหว่างการพิจารณาของประเทศสมาชิกฯ   สำหรับ REDII นั้น ได้ขยายเป้าหมายออกไปจากเดิม กล่าวาคือ นอกจากจะเป็นการผลักดันให้ประเทศสมาชิกออกมาตรการส่งเสริมการใช้พลังงานหมุนเวียนมากยิ่งขึ้นแล้ว ยังช่วยส่งเสริมให้เกิดการวิจัยพัฒนาเทคโนโลยีพลังงานหมุนเวียนเพื่อให้สามารถนำมาเป็นเชื้อเพลิงสำหรับการผลิตไฟฟ้า การทำความร้อน-ความเย็น และการขนส่ง ด้วยในอนาคต

หากผนวกกฎระเบียบดังกล่าวกับระบบ EU ETS (Emission Trading Scheme) ที่ EU บังคับเก็บค่าธรรมเนียมการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากกลุ่มอุตสาหกรรมที่กำหนด ได้แก่ อุตสาหกรรมผลิตพลังงาน อุตสาหกรรมหนัก (เหล็ก เหล็กกล้า ซีเมนต์ ปูนขาว ฯลฯ) อุตสาหกรรมการบิน (ที่มีเส้นทางบินเข้า/ออกจากประเทศสมาชิก) ซึ่งล่าสุดมีแนวโน้มว่าอาจขยายขอบเขตไปถึงการขนส่งทางน้ำ จากการที่ EU เริ่มต้นออกมาตรการติดตามการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ของเรือขนาดใหญ่ ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2561 แล้วนั้น ก็อาจมองได้ว่า ระบบ ETS เป็นโอกาสสำคัญที่ผู้ประกอบการภายใน EU สามารถใช้ในการขยายตลาดเทคโนโลยีของตน ไปยังประเทศอื่นๆ ที่ต้องปฏิบัติตามกฎระเบียบเหล่านี้ เช่น ประเทศที่ทำการบินไปยังประเทศสมาชิก EU แต่ยังไม่มีเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าพอในการลดก๊าซเรือนกระจก เป็นต้น

 

ทำไมไทยต้องผลักดันการใช้พลังงานหมุนเวียนมากขึ้น

ประการแรก การผลักดันพลังงานหมุนเวียนมีส่วนช่วยส่งเสริมการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีในประเทศ แทนการนำเข้าเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว แต่สิ่งสำคัญกว่านั้น คือ การพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อให้เหมาะสมกับการใช้งานภายในประเทศด้วย

ประการที่สอง คือ เพื่อลดการพึ่งพาแหล่งพลังงานที่นำเข้าจากต่างประเทศ    เนื่องจากในปัจจุบัน ไทยยังต้องพึ่งพาการนำเข้าพลังงานและเชื้อเพลิงจากต่างประเทศ เพื่อรองรับความต้องการที่เพิ่มมากขึ้น โดยข้อมูลจากกระทรวงพลังงาน ระบุว่า ไทยมีสัดส่วนการนำเข้าน้ำมันสูงถึง 80% ของปริมาณการใช้น้ำมันทั้งหมดภายในประเทศ    นอกจากนี้ ปัจจุบันไทยยังพึ่งพาเชื้อเพลิงก๊าซธรรมชาติในการผลิตไฟฟ้าถึง 67% ของพลังงานทั้งหมดที่ใช้ในการผลิตไฟฟ้า โดยมีแนวโน้มที่จะต้องพึ่งพาการนำเข้าเชื้อเพลิงก๊าซธรรมชาติอัดเหลว (LNG) มากยิ่งขึ้น เพื่อทดแทนก๊าซธรรมชาติจากแหล่งก๊าซในอ่าวไทยที่กำลังจะหมดไปในอีกประมาณ 20 ปีข้างหน้า   ดังนั้น การพัฒนาพลังงานหมุนเวียน ไม่ว่าจะเป็นพลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานน้ำ หรือก๊าซชีวภาพ จึงกลายเป็นแหล่งเชื้อเพลิง ที่สำคัญสำหรับนำไปใช้ประโยชน์ในรูปแบบต่างๆ เช่น การผลิตไฟฟ้า และการใช้เป็นเชื้อเพลิงสำหรับรถยนต์ (NGV) เป็นต้น

 

แล้วทำไมการผลิตก๊าซชีวภาพ (Biogas) จึงเป็นอีกหนึ่งโอกาสทางธุรกิจของไทย

ผู้อ่านน่าจะพอทราบอยู่แล้วว่า ไทยเองเป็นประเทศเกษตรกรรม ทำให้มีวัตถุดิบ เช่น ของเสียจากโรงงานแปรรูปผลผลิตทางการเกษตร การทำปศุสัตว์ ขยะจากแหล่งชุมชน พืชพลังงาน หรือของเหลือทิ้งทางการเกษตร ที่สามารถนำมาผลิตเป็นก๊าซชีวภาพได้

ดร. เสาวลักษณ์ เจริญพจน์ จากบริษัท ไพโรจน์สมพงษ์พาณิชย์ หนึ่งในผู้ที่ได้ร่วมเดินทางมาศึกษาดูงานที่เบลเยียม เล่าว่า สาเหตุที่ก๊าซชีวภาพจะเป็นโอกาสสำหรับธุรกิจไทยได้ เพราะปัจจุบัน ระบบ Anaerobic Digestion ซึ่งเป็นระบบที่ใช้ผลิตก๊าซชีวภาพมีการพัฒนาค่อนข้างมาก และไม่ได้มีราคาสูงแล้ว และหากมีมาตรการส่งเสริมจากรัฐบาลในการรับซื้อไฟฟ้าที่ผลิตจากก๊าซชีวภาพด้วยแล้ว ก็ยิ่งเป็นการสนับสนุนผู้ประกอบการได้เป็นอย่างดี    โดยบริษัท ไพโรจน์สมพงษ์พาณิชย์ นอกจากจะมีความความเชี่ยวชาญงานกำจัดขยะมูลฝอยด้วยเทคโนโลยีการฝังกลบอย่างถูกสุขลักษณะ (Sanitary Landfill) และการหมักแบบไร้อากาศ (Anaerobic Digestion) แล้ว ยังเป็นผู้ประกอบการเจ้าแรกที่นำก๊าซชีวภาพจากการฝังกลบมาเป็นเชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้า และขายให้แก่การไฟฟ้านครหลวงมาตั้งแต่ปี 2548

นอกจากนี้ บริษัทเห็นว่านอกจากจะมีความคุ้มค่าทางธุรกิจแล้ว การช่วยกันพัฒนาพลังงาน
หมุนเวียนจะช่วยเป็นการส่งเสริมการเจริญเติบโตอย่างยั่งยืนและพอเพียง ตามแนวพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ตั้งแต่ปี 2537 เกี่ยวกับการฝังกลบขยะที่ต้องดำเนินการอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้สามารถใช้ประโยชน์จากขยะได้มากที่สุดและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งบริษัทมีความมุ่งมั่นที่จะดำเนินการอย่างครบวงจร ไปจนถึงการเผาขยะที่เหลือด้วยเครื่องกรองมลพิษที่สลายก๊าซชีวภาพแล้ว เพื่อเปลี่ยนรูปเป็นพลังงานความร้อนเพื่อการผลิตกระแสไฟฟ้าต่อไป

 

ก้าวสำคัญความร่วมมือไทย-เบลเยียม ฉลองครบรอบ 150 ปีความสัมพันธ์ไทย-เบลเยียม

ในปี 2561 จะเป็นปีเฉลิมฉลองความสัมพันธ์ไทย-เบลเยียม ครบ 150 ปี สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงบรัสเซลส์ และ สกว. จะร่วมหารือเชิงลึกกับสถาบันวิจัย VITO (The Flemish Institute for Technological Research) เกี่ยวกับการจัดการขยะมูลฝอยและของเสียอันตรายในไทย เพื่อผลักดันความร่วมมือระหว่างนักวิจัยเบลเยียมกับนักวิจัยและผู้ประกอบการไทย  ถือได้ว่า นอกจากเป็นการร่วมกันพัฒนาองค์ความรู้ใหม่ๆ แล้ว ยังช่วยให้ไทยมีศักยภาพด้านการเรียนรู้ที่แท้จริง (ไม่ใช่แค่นำเข้าเทคโนโลยีอย่างเดียว) โดยแสวงหาเทคโนโลยีที่เหมาะสมกับความต้องการและสภาพแวดล้อมของประเทศและคนไทยเอง (ที่อาจแตกต่างจากประเทศต้นแบบอย่างยุโรป) โดยเฉพาะปัญหาขยะมูลฝอย ที่สภาพของขยะในไทยมีลักษณะที่ค่อนข้างเปียกและไม่ได้ถูกคัดแยกอย่างถูกวิธี

คาดว่าหากทุกอย่างเป็นไปตามมแผน ก็คงจะมีการดำเนินการในช่วงนำร่องจึงเน้นการกำหนดกรอบความร่วมมือผ่านการจัดฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการและศึกษาดูงานศึกษาในพื้นที่จริง เพื่อให้ความร่วมมือในอนาคตสอดคล้องกับบริบทและความต้องการของไทยมากขึ้น ตลอดจนสร้างเสริมศักยภาพของผู้ประกอบการและนักวิจัยไทยในสาขาเชื้อเพลิงชีวภาพและเคมีชีวภาพ โดยเฉพาะการผลิตก๊าซชีวภาพ ที่จะเป็นอีกหนึ่งในโอกาสทางธุรกิจสำคัญให้กับผู้ประกอบการไทย อีกทางหนึ่งด้วย

 

เรียบเรียงโดยทีมงาน Thaieurope.net

คณะผู้แทนไทยประจำสหภาพยุโรป