เมื่อวันที่ 14-15 ธันวาคมที่ผ่านมา ผู้นำจากประเทศสมาชิกอียูทั้ง 28 ประเทศและหัวหน้าหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และนาย Jean-Claude Juncker ประธานคณะกรรมการยุโรป ได้เข้าร่วมการประชุม European Council หรือ Euro Summit ครั้งสุดท้ายประจำปี 2560 โดยมีผลลัพธ์สำคัญ ดังนี้

  • ความร่วมมือทางทหาร (Defence): ที่ประชุมยินดีกับการเปิดตัวของการสร้างความร่วมมือแบบถาวร PESCO (Permanent Structured Co-operation) เพื่อส่งเสริมความร่วมมือทางทหารระหว่างประเทศสมาชิกอียู และช่วยเสริมความสามารถของอียูภายใน NATO ซึ่งเป็นกรอบความร่วมมือที่กว้างขึ้นอีกชั้น
  • การโยกย้ายถิ่นฐาน (Migration): ที่ประชุมประเมินประสิทธิภาพของนโยบายการโยกย้ายถิ่นฐานของอียูที่ผ่านมา และหาแนวทางปรับปรุงแก้ไขนโยบายให้เป็นรูปธรรมมากขึ้น รวมถึงการปฏิรูประบบการขอลี้ภัยของอียูภายในเดือนมิถุนายน2561
  • การเจรจา Brexit:  ผู้นำอียู-27 ประเทศมีความเห็นว่าการเจรจา Brexit ในช่วงที่ผ่านมามีความคืบหน้าเพียงพอที่จะเริ่มการเจรจาระยะที่ 2 ซึ่งจะรวมประเด็นอนาคตความสัมพันธ์ระหว่างอียูกับสหราชอาณาจักร และรับรองเอกสารแนวทาง (Guideline) สำหรับการเจรจาระยะที่ 2 ต่อไป โดยมีสาระสำคัญ เช่น การรับทราบข้อเสนอของสหราชอาณาจักรที่จะให้มีช่วงเปลี่ยนผ่าน (transition period) ประมาณ 2 ปี โดยกำหนดให้มีการจัดทำเอกสารแนวทางการเจรจาประเด็นนี้ภายในเดือนมกราคม 2561 นอกเหนือไปจากเอกสารแนวทางการเจรจาประเด็นรูปแบบอนาคตความสัมพันธ์ในเดือนมีนาคม 2561 ซึ่งกรณีหลังเป็นประเด็นสำคัญที่ทุกฝ่ายต่างจับตา เนื่องจากอาจส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ของตนกับทั้งอียูและสหราชอาณาจักร เช่น การแบ่งสัดส่วนโควตาการนำเข้าของอียูภายหลังสหราชอาณาจักรแยกออกจากอียู และกฎระเบียบต่างๆ ของสหราชอาณาจักรที่อาจจะต้องออกใหม่ เป็นต้น
  • Euro Summit: สนทนาเรื่องอนาคตของ EMU (Economic and Monetary Union)  และสหภาพการธนาคาร ซึ่งจะหาข้อสรุปกันอีกครั้งในอีก 6 เดือน หรือประมาณเดือนมิถุนายน2561

ด้านนาย Janis A. Emmanouilidis ผู้เชี่ยวชาญจาก European Policy Centre ได้สรุปผลการประชุม EU Summit สั้นๆ 3 คำ คือ “Celebration, Exploration & Division” กล่าวคือ การฉลองความสำเร็จในการเริ่มความร่วมมือ PESCO การสำรวจทางเลือกอื่นๆ ในการแก้ปัญหาผู้อพยพ ภายหลังแผน “mandatory quotas” ล้มเหลวในการแก้ปัญหาผู้อพยพ และความแตกแยกทางความคิดของผู้นำประเทศสมาชิกแต่ละประเทศในหลายๆ เรื่องโดยเฉพาะเรื่องการโยกย้ายถิ่นฐาน

ทั้งนี้ การโต้แย้งเรื่องนี้ดุเดือดขึ้นหลังจาก นาย Dimitris Avramopolous กรรมาธิการด้าน Migration & Home Affairs กล่าวหานาย Donald Tusk ประธานคณะมนตรียุโรปว่า “anti-European”เนื่องจากเอกสารเวียนที่นาย Tusk แจกก่อนเริ่มประชุมมีความเห็นที่ไม่เป็นกลาง และเสนอแผนการปฏิรูปที่เน้นความมั่นคงเพียงมิติเดียว โดยที่ไม่คำนึงถึงความเป็นปึกแผ่นทางสังคม (Solidarity)

ส่วนเรื่อง EMU ยังไม่มีเจรจาลงรายละเอียด อาจเป็นเพราะผู้นำอียู-27 ยังไม่เห็นชอบแผนการพัฒนากลไก ESM (European Stability Mechanism) ให้เป็นกองทุนการเงินยุโรป EMF (European Monetary Fund)  และผู้เล่นหลักอย่างเยอรมนียังไม่มีรัฐบาลที่เป็นรูปเป็นร่าง แต่นาง Merkel นายกรัฐมนตรีเยอรมนี และนาย Macron ประธานาธิบดีฝรั่งเศส ได้แถลงข่าวร่วมกันภายหลังการประชุม ซึ่งเป็นท่าทีที่ดี เพราะความสัมพันธ์ Franco-German ที่ดีเป็นปัจจัยสำคัญที่จะผลักดันให้มีการเปลี่ยนแปลงในอียู และผู้นำอียู-27 ตกลงที่จะแถลงกําหนดทาทีรวมกัน (common position) ในเรื่อง EMU ในเดือนมีนาคม 2561 และจะผลักดันให้สามารถบรรลุการตัดสินใจร่วมในเดือนมิถุนายน 2561

ปีหน้าอนาคตอียูจะเป็นอย่างไร? เดือนมิถุนายน 2561 จะเป็นเดือนที่เราจะทราบรายละเอียดมากขึ้น เพราะจะมีการถกเถียงทุกเรื่องที่กล่าวมาข้างต้น ทางทีมงาน Thaieurope.net จะคอยติดตามสถานการณ์มารายงานให้ผู้อ่านทราบต่อไปในโอกาสหน้า

(รูปภาพจาก EU Newsroom)

เรียบเรียงโดยทีมงาน Thaieurope.net

คณะผู้แทนไทยประจำสหภาพยุโรป